1
00:00:02,000 --> 00:00:07,000
Downloaded from
YTS.MX

2
00:00:08,000 --> 00:00:13,000
Official YIFY movies site:
YTS.MX

3
00:00:27,611 --> 00:00:29,488
ไม่เคยมีใครคิดว่าผมจะมีชีวิตรอด

4
00:00:36,828 --> 00:00:39,748
ผมเกิดก่อนกำหนดสองเดือน

5
00:00:44,294 --> 00:00:47,047
ตอนที่หมอตำแยดูแล้วว่า
ผมไม่น่าจะรอด…

6
00:00:49,091 --> 00:00:52,386
คุณพ่อกลับมาที่บ้าน

7
00:00:54,638 --> 00:00:55,722
พร้อมกับกล่องรองเท้า

8
00:01:00,143 --> 00:01:02,187
(This Life)
(ซิดนีย์ พัวติเยร์)

9
00:01:02,688 --> 00:01:04,857
เขาพร้อมจะเอาผมไปฝังแล้ว

10
00:01:12,531 --> 00:01:15,200
ชีวิตของผมหักมุมอย่างงดงาม

11
00:01:15,284 --> 00:01:19,705
จนแทบไม่รู้จะบรรยายอย่างไรเยอะมาก

12
00:01:35,554 --> 00:01:37,764
โลกที่ผมรู้จักตอนแรก
เป็นโลกที่เรียบง่าย

13
00:01:40,809 --> 00:01:44,188
ผมไม่รู้จักสิ่งที่เขาเรียกว่าไฟฟ้า

14
00:01:44,271 --> 00:01:46,899
(แคทไอส์แลนด์ หมู่เกาะบาฮามาส)
(ปี 1927)

15
00:01:47,774 --> 00:01:50,194
ผมไม่รู้ว่าในโลกนี้มี

16
00:01:50,277 --> 00:01:54,281
น้ำที่ไหลผ่านท่อมาถึงบ้านเราเลยได้ด้วย

17
00:01:56,950 --> 00:02:00,871
ผมได้เรียนรู้วิถีต่างๆ ของโลกผ่านการสังเกต

18
00:02:00,954 --> 00:02:03,332
ผมเห็นสัตว์โลกต่างๆ เห็นนก

19
00:02:03,415 --> 00:02:06,668
และต้องคิดเองนะว่าพวกนั้นเป็นตัวอะไร

20
00:02:12,257 --> 00:02:15,135
ผมเป็นลูกคนสุดท้องของบ้าน

21
00:02:15,219 --> 00:02:19,097
และแน่นอนว่าผมโดนพี่ๆ เล่นงานเยอะสุด

22
00:02:19,181 --> 00:02:21,308
แต่ผมเป็นลูกคนเล็กสุด

23
00:02:21,391 --> 00:02:25,312
และมักจะถูกทิ้งไว้ที่บ้าน

24
00:02:26,605 --> 00:02:27,981
ตอนที่พ่อแม่เข้าไปทำงานในไร่

25
00:02:28,065 --> 00:02:30,025
พ่อแม่ผมเป็นชาวไร่มะเขือเทศ

26
00:02:32,277 --> 00:02:35,572
ตอนเด็กผมได้เรียนหนังสือน้อยมาก น้อยมากๆ

27
00:02:37,157 --> 00:02:41,203
ทุกอย่างที่ผมได้เรียนรู้ เรื่องคุณค่าของชีวิต
เรื่องอะไรถูกอะไรผิด

28
00:02:41,286 --> 00:02:46,083
เรื่องตัวตนของผม คุณค่าตัวตน
มาจากพ่อกับแม่ทั้งนั้น

29
00:02:47,459 --> 00:02:49,461
ผมคอยดูพ่อแม่เสมอ

30
00:02:49,545 --> 00:02:50,796
(เรจินัลด์และเอเวอลีน พัวติเยร์)

31
00:02:50,879 --> 00:02:53,590
วิธีที่พ่อแม่ปฏิบัติต่อกัน
การที่ท่านเอาใจใส่กัน

32
00:02:53,674 --> 00:02:55,509
วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อเพื่อนๆ

33
00:02:56,176 --> 00:02:59,179
วิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อคนอื่นในหมู่บ้าน

34
00:03:00,305 --> 00:03:03,183
แล้วผมก็จะทำตามให้ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่ทำได้

35
00:03:03,267 --> 00:03:06,728
เพราะผมจะเห็นผลลัพธ์จากพฤติกรรมของพ่อแม่

36
00:03:08,772 --> 00:03:12,442
รัฐฟลอริดาสั่งห้าม

37
00:03:12,526 --> 00:03:15,279
นำเข้ามะเขือเทศจากหมู่เกาะบาฮามาส

38
00:03:16,113 --> 00:03:17,906
ธุรกิจของครอบครัวผมล้มหมด

39
00:03:18,574 --> 00:03:21,827
พ่อเลยส่งแม่ของผมออกมา
แม่พาผมไปที่นาสโซ

40
00:03:21,910 --> 00:03:24,288
เพื่อหาบ้านที่เราพอจะอยู่ได้

41
00:03:24,371 --> 00:03:25,622
(นาสโซ หมู่เกาะบาฮามาส)
(ปี 1938)

42
00:03:25,706 --> 00:03:29,042
ตอนเรามุ่งหน้าไปทางอ่าว
ผมเห็นอะไรสักอย่างวิ่งอยู่

43
00:03:29,126 --> 00:03:32,171
มันดูเหมือนแมลงเต่าทอง
วิ่งมาตามถนนนะ

44
00:03:35,591 --> 00:03:37,634
ผมถามแม่ว่า "นั่นอะไร"

45
00:03:38,343 --> 00:03:41,263
แม่บอกว่า "นั่นคือรถยนต์"

46
00:03:42,264 --> 00:03:44,892
ผมถาม "รถยนต์คืออะไร"

47
00:03:45,976 --> 00:03:49,605
แม่ก็อธิบายให้ฟัง ผมทึ่งมาก

48
00:03:51,732 --> 00:03:54,193
ตอนเดินไปตามถนนผมก็เห็นหน้าต่างร้านค้า

49
00:03:54,276 --> 00:03:56,945
ในนั้นมีของตื่นตาตื่นใจเยอะแยะเลย

50
00:03:57,029 --> 00:03:59,114
แต่แล้วผมก็เห็นผู้หญิงหนึ่งคน

51
00:03:59,198 --> 00:04:04,953
เธอยืนอยู่ตรงข้ามผู้หญิงอีกคน
ผู้หญิงที่หน้าตาเหมือนเธอเป๊ะ

52
00:04:05,662 --> 00:04:09,958
แล้วไม่ว่าผู้หญิงคนนั้นทำอะไร
อีกคนก็ทำตามด้วย

53
00:04:10,918 --> 00:04:12,419
แน่ละ นั่นคือกระจกเงา

54
00:04:12,503 --> 00:04:15,631
แต่ผมไม่เคย… ไม่รู้มาก่อนว่า
โลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่ากระจกเงา

55
00:04:15,714 --> 00:04:19,051
เข้าใจไหม
ตอนนั้นผมไม่รู้ว่ากระจกคืออะไร

56
00:04:20,093 --> 00:04:22,262
ผมไม่เคยคิดว่าตัวเองหน้าตาเป็นยังไง

57
00:04:22,346 --> 00:04:25,098
ผมก็แค่เห็นสิ่งที่เห็น

58
00:04:26,225 --> 00:04:29,811
ทั้งเกาะแคทไอส์แลนด์มีคนขาวหนึ่งคน

59
00:04:29,895 --> 00:04:33,690
ตอนที่ผมไปถึงนาสโซ ก็เริ่มเห็นคนขาวคนอื่นๆ

60
00:04:33,774 --> 00:04:36,652
แต่พวกนั้นเป็นคนกลุ่มน้อย

61
00:04:36,735 --> 00:04:41,073
ประชากรที่นั่นเป็นคนดำไป 90%

62
00:04:43,033 --> 00:04:46,787
ผมก็เล่นกับกลุ่มเด็กที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน

63
00:04:46,870 --> 00:04:49,456
ผ่านไปแค่ไม่กี่เดือน

64
00:04:49,540 --> 00:04:51,959
คนในนั้นสามหรือสี่คนก็
ถูกจับเข้าโรงเรียนดัดสันดาน

65
00:04:52,042 --> 00:04:53,585
พ่อผมเลยตัดสินใจเลยว่า

66
00:04:53,669 --> 00:04:57,089
ถ้าอยู่ที่นั่นผมจะต้องเป็นเด็กมีปัญหาแน่

67
00:04:58,048 --> 00:04:59,967
ผมเลยถูกส่งตัวมาที่ไมอามี ฟลอริดา

68
00:05:00,717 --> 00:05:02,970
(ไมอามี รัฐฟลอริดา)
(ปี 1942)

69
00:05:03,846 --> 00:05:08,392
ผมออกจากเกาะบาฮามาสตอนอายุ 15 ปี
โดยมีความมั่นใจและรู้ตัวระดับหนึ่ง

70
00:05:08,475 --> 00:05:12,563
รู้ตัวแบบที่อยู่บนแคทไอส์แลนด์มาสิบปีครึ่ง

71
00:05:12,646 --> 00:05:15,190
แล้วก็อยู่ที่นาสโซอีกสี่ปีครึ่ง

72
00:05:15,274 --> 00:05:18,777
ผมจึงมาถึงไมอามี ฟลอริดา
ด้วยความรู้ตัวประมาณหนึ่ง

73
00:05:19,611 --> 00:05:24,992
ตั้งแต่ขึ้นมาจากเรือ ฟลอริดาก็รีบบอกผมเลย

74
00:05:25,075 --> 00:05:27,202
"แกไม่ใช่คนที่แกคิด"

75
00:05:27,286 --> 00:05:29,162
(คนผิวสีเท่านั้น)

76
00:05:29,246 --> 00:05:31,582
เมื่อเราโตมาในชุมชนในแคทไอส์แลนด์…

77
00:05:31,665 --> 00:05:32,666
(โอปราห์ วินฟรีย์)

78
00:05:32,749 --> 00:05:34,001
ที่ทุกคนในนั้นเป็นคนดำ

79
00:05:34,084 --> 00:05:37,212
ทุกอย่างที่เราได้รับรู้หรือเห็นรอบตัว
จะทรงพลัง

80
00:05:37,296 --> 00:05:39,214
ดีงามและช่วยกล่อมเกลาให้เติบโต

81
00:05:39,298 --> 00:05:40,549
ในนั้นเป็นผิวดำกันทั้งหมด

82
00:05:40,632 --> 00:05:44,303
แต่ที่นั่นไม่มีแนวคิดของเชื้อชาติอะไร

83
00:05:44,386 --> 00:05:47,848
และเพราะนั่นคือมุมมองโลก
มุมมองส่วนตัวของเขา

84
00:05:47,931 --> 00:05:51,226
เขาจึงปฏิบัติต่อโลกทั้งหมดในแบบนั้น

85
00:05:51,310 --> 00:05:54,271
เขาคิดมาตลอดว่า
เขาก็เป็นคนอย่างที่เขาเป็น

86
00:05:54,354 --> 00:05:58,692
และ คือ ก็มีบางครั้งที่
การคิดแบบนั้นทำให้เขาเดือดร้อน

87
00:05:59,359 --> 00:06:04,615
ผมถูกส่งไปอยู่กับพี่… พี่ชาย
ญาติคนเดียวที่มีอยู่ที่นั่น

88
00:06:05,407 --> 00:06:09,119
เขาหางานให้ที่ตรงที่เคยเป็น
ห้างสรรพสินค้าเบอร์ไดน์

89
00:06:09,203 --> 00:06:11,622
ที่ไมอามี ฟลอริดา ให้เป็นเด็กส่งของ

90
00:06:11,705 --> 00:06:14,416
และก็มีคนบอกชื่อสุภาพสตรี และ…

91
00:06:14,499 --> 00:06:18,504
ผมก็ขี่จักรยานไปที่หาดไมอามีบีช

92
00:06:18,587 --> 00:06:23,967
ไปถึงที่อยู่ที่เขาให้
เดินไปยังประตูหน้า

93
00:06:24,051 --> 00:06:26,345
กดกริ่ง

94
00:06:27,513 --> 00:06:30,516
เจ้าของบ้านหญิงเดินออกมา เธอบอกว่า

95
00:06:30,599 --> 00:06:32,726
"มาทำอะไรที่ประตูหน้า"

96
00:06:33,477 --> 00:06:39,191
ผมบอก…
"ผมมาส่งของชิ้นนี้ครับ"

97
00:06:39,274 --> 00:06:42,277
เธอบอกว่า "อ้อมไปเข้าประตูหลังโน่น"

98
00:06:42,361 --> 00:06:44,196
แล้วกระแทกประตูปิดใส่หน้าผมเลย

99
00:06:44,279 --> 00:06:49,535
คือผมยังไม่ชินกับประสบการณ์
เรื่องเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกา

100
00:06:51,161 --> 00:06:53,163
ผมไม่เข้าใจเลย

101
00:06:53,247 --> 00:06:56,333
ทำไมถึงจะต้องอ้อมไปประตูหลัง
ทั้งที่เจ้าของบ้านออกมาแล้ว

102
00:06:56,416 --> 00:07:00,379
แต่เขาปิดประตูใส่หน้าผม
ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง

103
00:07:00,462 --> 00:07:05,467
ผมเลยตัดสินใจว่า
จะวางของไว้ตรงหน้าประตูนั่นแหละ

104
00:07:05,551 --> 00:07:09,680
เสร็จงานเย็นนั้น
ผมก็กลับมาที่บ้านพี่ชาย

105
00:07:10,889 --> 00:07:13,100
กลับไปถึงก็มืดแล้ว

106
00:07:14,935 --> 00:07:16,979
ตอนใกล้จะถึงบ้าน ตรงนั้นไฟดับหมดเลย

107
00:07:17,062 --> 00:07:20,983
ผมก็งงว่าทำไมไม่มีไฟ แต่ก็เดินไปถึงหน้าบ้าน

108
00:07:21,066 --> 00:07:23,193
เมียพี่ชายเปิดประตูแล้วคว้าตัวผมไป

109
00:07:23,277 --> 00:07:25,404
ดึงให้ผมหมอบลงกับพื้น

110
00:07:25,487 --> 00:07:26,905
แล้วกระแทกประตูปิดอีก

111
00:07:29,116 --> 00:07:34,162
แล้วผม… พี่สะใภ้ถาม "แกไปทำอะไร
วันนี้แกไปทำอะไรมา"

112
00:07:34,246 --> 00:07:39,334
ผมบอก "ผมไม่ได้ทำอะไรเลย
ผมทำอะไรลงไป"

113
00:07:40,169 --> 00:07:45,674
พี่บอก "คูคลักซ์แคลนมาที่บ้าน
วันนี้แกไปทำอะไรมา"

114
00:07:54,975 --> 00:08:00,189
ผมตัดสินใจออกจากเมืองนั้นเลย
ผมอยากหนีออกจากเมืองนั้น

115
00:08:02,149 --> 00:08:05,319
ตอนนั้นผมมีเสื้อผ้าสองสามชุด

116
00:08:06,028 --> 00:08:08,405
ที่เอาไปซักแห้งไว้

117
00:08:08,488 --> 00:08:11,950
ผมไปที่ร้านนั้น มันอยู่ในชุมชนคนขาวล้วนๆ เลย

118
00:08:12,534 --> 00:08:16,121
ระหว่างทางกลับ
ผมก็เดินไปถึงจุดที่จะเป็นป้ายรถเมล์

119
00:08:16,205 --> 00:08:17,998
ตอนนั้นรถเมล์ไม่วิ่งแล้วนะ

120
00:08:20,042 --> 00:08:23,212
มีรถคันหนึ่งเข้ามาจอดเทียบ

121
00:08:23,295 --> 00:08:25,714
ในนั้นตำรวจนั่งกันเต็มเลย

122
00:08:28,759 --> 00:08:31,178
เขาถามผมว่า "แกทำอะไรอยู่"

123
00:08:31,261 --> 00:08:35,349
ผมบอกว่ากำลังพยายามหารถกลับเข้าเมือง

124
00:08:35,432 --> 00:08:38,184
"แกมาทำอะไรอยู่ตรงนี้"
ผมก็อธิบายหมดว่าทำอะไร

125
00:08:38,809 --> 00:08:41,104
เขาชักปืนออกมา

126
00:08:41,188 --> 00:08:46,610
แล้วก็โน้มตัวออกมาจากหน้าต่างรถเลยนะ

127
00:08:48,362 --> 00:08:51,406
เอาปืนจ่อเข้ากับหัวผม

128
00:08:52,741 --> 00:08:53,742
ตรงนี้

129
00:08:55,869 --> 00:08:58,121
แล้วบอกกับมิตรสหายของเขาในรถว่า

130
00:08:59,039 --> 00:09:03,335
"จะจัดการไอ้นี่ยังไงดี"

131
00:09:03,919 --> 00:09:05,629
เขาไม่ได้ใช้คำว่า "ไอ้นี่"

132
00:09:06,463 --> 00:09:08,590
เขาบอกว่า "ถ้าฉันปล่อยแกไป

133
00:09:08,674 --> 00:09:14,054
คิดว่าจะเดินกลับไปจนถึงบ้านที่จากมาได้ไหม

134
00:09:15,806 --> 00:09:18,141
โดยห้ามหันหลังมามอง
คิดว่าทำได้หรือเปล่า"

135
00:09:19,726 --> 00:09:24,064
ผมตอบว่า "ได้ ผมทำได้"

136
00:09:25,023 --> 00:09:29,152
เขาบอก "ถ้าแกเหลียวหลังแม้แต่ครั้งเดียว
เราจะยิงแกให้ตาย"

137
00:09:32,573 --> 00:09:36,159
อีกห้าสิบกว่าช่วงถนนต่อมา

138
00:09:36,243 --> 00:09:42,040
ทุกครั้งที่เดินผ่านกระจก
ผมทำได้แต่เหลือบตามอง

139
00:09:42,124 --> 00:09:48,088
แล้วก็จะเห็นว่ารถตำรวจยังจ่อตามมาข้างหลัง

140
00:09:53,510 --> 00:09:55,304
ตามมาอย่างนั้น…

141
00:09:59,141 --> 00:10:03,228
จนไปถึงถนนเส้นเล็กๆ

142
00:10:04,479 --> 00:10:07,858
ที่ญาติของผมอยู่กัน

143
00:10:09,651 --> 00:10:12,696
ไปถึงตรงนั้น ถึงได้ขับเลยผ่านไป

144
00:10:14,239 --> 00:10:17,659
ในเวลาไม่กี่เดือน

145
00:10:17,743 --> 00:10:23,373
ผมต้องเปลี่ยนมุมมองชีวิตโดยสิ้นเชิงเลย

146
00:10:25,209 --> 00:10:28,045
ผมต้องหัดเรียนรู้ว่าใครคือผู้มีอำนาจ

147
00:10:28,128 --> 00:10:33,509
และผมจะได้เป็นพยานถึง
การใช้อำนาจเหล่านั้น

148
00:10:44,686 --> 00:10:48,649
ตอนนั้นผมรู้แล้วว่า
ยังไงก็ต้องออกจากเมืองนั้น

149
00:10:48,732 --> 00:10:50,275
ผมรู้เลยว่าต้องไป

150
00:10:50,817 --> 00:10:54,321
ผมไม่รู้หรอกว่าจะหาที่ไหน

151
00:10:54,404 --> 00:10:57,407
ซึ่งแตกต่างจากฟลอริดาได้หรือเปล่า

152
00:11:00,369 --> 00:11:03,580
ผมได้ยินคนพูดกันว่ามีที่หนึ่ง

153
00:11:03,664 --> 00:11:07,167
ซึ่งจะเปิดโอกาสอีกแบบหนึ่งให้พวกเรา

154
00:11:07,251 --> 00:11:08,252
นิวยอร์ก

155
00:11:11,672 --> 00:11:13,757
ผมไปถึงนิวยอร์ก ที่สถานีรถโดยสาร…

156
00:11:13,841 --> 00:11:14,925
(นิวยอร์กซิตี้)
(ปี 1943)

157
00:11:15,008 --> 00:11:16,677
ตรงถนนสาย 50 ตัดกับสาย 8

158
00:11:16,760 --> 00:11:19,638
เดินออกมาที่ถนน

159
00:11:20,305 --> 00:11:23,308
แล้วผมก็ทึ่งกับที่นี่มากๆ

160
00:11:24,059 --> 00:11:26,979
มีชายชาวแอฟริกันอเมริกันคนหนึ่ง
เดินเข้ามาหาผม

161
00:11:27,062 --> 00:11:29,147
เขาถามว่า "เป็นยังไงบ้าง"
ผมตอบว่า "สบายดี"

162
00:11:29,231 --> 00:11:30,524
เขาถาม "คุณจะไปไหน"

163
00:11:30,607 --> 00:11:33,944
ผมถามเขา "ช่วยบอกทาง
ไปฮาร์เลมหน่อยได้ไหม"

164
00:11:34,027 --> 00:11:35,237
เขาบอกว่า "ได้สิ"

165
00:11:35,320 --> 00:11:38,782
เขาบอก "ลงไปทางนั้นนะ
แล้วขึ้นรถไฟสายเอไป"

166
00:11:38,866 --> 00:11:40,868
(อินเทอร์โบโรห์)
(แรพิดทรานสิทกัมปะนี)

167
00:11:40,951 --> 00:11:44,204
ผมก็เริ่มหวั่นใจหน่อยละ
เพราะเขาบอกว่า "ลงไปตรงนั้น

168
00:11:44,288 --> 00:11:46,373
มีบันไดลงไปที่ใต้ดิน"

169
00:11:49,626 --> 00:11:51,253
ผมเลยบอกว่า "โอเค"

170
00:11:53,005 --> 00:11:56,633
ผมเดินลงบันไดไปแบบที่ไม่เต็มใจเลย

171
00:11:56,717 --> 00:12:00,179
แล้วก็ได้ยินเสียงฉึกฉักครืนๆ

172
00:12:00,262 --> 00:12:02,973
รอไม่นาน รถไฟก็วิ่งฉิว…

173
00:12:14,860 --> 00:12:17,529
รถไปถึงถนนสาย 116 แล้วผมก็ลง

174
00:12:17,613 --> 00:12:19,865
แล้วก็เดินตามคนที่ลงเหมือนกันไป

175
00:12:19,948 --> 00:12:21,283
เดินขึ้นบันได

176
00:12:21,366 --> 00:12:24,286
แล้วผมก็ไปถึงฮาร์เลม

177
00:12:28,707 --> 00:12:31,043
(ซาวอย)
(ลินดี้ฮอป - บิ๊กแอปเปิ้ล)

178
00:12:35,797 --> 00:12:37,674
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีคนดำยืนอยู่ด้วย

179
00:12:37,758 --> 00:12:39,676
ผมพูด "หวัดดี" พวกเขาก็ทักทายผมตอบ

180
00:12:39,760 --> 00:12:41,762
ผมตื่นเต้นมากๆ

181
00:12:49,895 --> 00:12:51,897
ศิลปินผิวดำอยู่กันหนาแน่นมากในย่านฮาร์เลม

182
00:12:51,980 --> 00:12:53,440
(เกรก เทท)
(นักวิจารณ์วัฒนธรรม นักดนตรี)

183
00:12:53,524 --> 00:12:55,943
เราจะรับรู้ได้ถึง
ความยิ่งใหญ่ที่อยู่รอบตัว

184
00:12:56,026 --> 00:12:57,361
คือทั้ง เอลลิงตัน

185
00:12:57,444 --> 00:12:59,488
ลีน่า ฮอร์น บิลลี่ ฮอลิเดย์

186
00:12:59,571 --> 00:13:01,949
คือว่า นั่นเป็นซูเปอร์สตาร์ที่
หาได้ทั่วไปในที่นั้นเลย

187
00:13:02,032 --> 00:13:05,160
สมัยนั้นเรารู้เลยว่า
คนจะเป็นศิลปินต้องวัดกันตรงไหน

188
00:13:05,244 --> 00:13:07,621
เห็นๆ กันอยู่ตรงหน้า ไม่ต้องมีฟิลเตอร์

189
00:13:07,704 --> 00:13:08,539
(เบิร์ดแลนด์)

190
00:13:08,622 --> 00:13:10,832
นี่เป็นวิถีของเมืองในยุคที่

191
00:13:10,916 --> 00:13:12,960
กำลังรอให้ซิดนีย์ พัวติเยร์มาถึง

192
00:13:13,043 --> 00:13:14,044
(ซิดนีย์ พัวติเยร์ ปี 1943)

193
00:13:14,127 --> 00:13:16,004
คุณมาเมืองนี้เพราะอยากค้นหา
ชื่อเสียงและสร้างตัว

194
00:13:16,088 --> 00:13:18,924
- ผมมาเพื่อค้นหาเฉยๆ
- ค้นหา

195
00:13:19,007 --> 00:13:22,052
คงต้องบอกว่าการค้นหาของผม
ไม่เจออะไรเลยอยู่นานมาก

196
00:13:22,135 --> 00:13:25,806
ที่จุดถนนสาย 49 ตัดกับบรอดเวย์

197
00:13:25,889 --> 00:13:27,808
จะมีร้านบาร์ปิ้งย่าง

198
00:13:28,308 --> 00:13:30,561
ที่หน้าร้านติดป้ายไว้ว่า "รับสมัครคนล้างจาน"

199
00:13:30,644 --> 00:13:33,188
ผมเดินเข้าไป เขาถามว่า "เริ่มได้เมื่อไหร่"

200
00:13:33,772 --> 00:13:36,066
ผมตอบว่า "เริ่มได้เดี๋ยวนี้เลย"

201
00:13:36,149 --> 00:13:37,484
เขาเลยจ้างผม

202
00:13:38,569 --> 00:13:41,655
เขาไม่เพียงแต่ให้ผมทำงาน
เขาจ่ายเงินให้ผมคืนละสี่เหรียญ

203
00:13:41,738 --> 00:13:43,323
ผมกินข้าวที่ร้านได้ด้วย

204
00:13:43,407 --> 00:13:45,701
ตอนทำงานเสร็จคืนแรก

205
00:13:46,869 --> 00:13:48,453
ผมไปที่สถานีรถโดยสาร

206
00:13:48,537 --> 00:13:49,538
(เกรย์ฮาวนด์)
(ศูนย์รถโดยสาร - ร้านอาหาร)

207
00:13:49,621 --> 00:13:52,249
แล้วก็ไปนอนในส้วม

208
00:13:52,332 --> 00:13:55,419
เมื่อก่อนในนั้นส้วมต้องหยอดเหรียญนะ
ผมก็หยอดไปหนึ่งนิกเกิล ห้าเซนต์

209
00:13:55,502 --> 00:13:58,255
หยอดไปหนึ่งนิกเกิล แล้วก็เข้าไปได้

210
00:13:58,338 --> 00:14:02,009
เอาฝาปิดลง นั่งบนนั้น
ยกเท้าขึ้นยันประตูไว้

211
00:14:02,092 --> 00:14:03,260
แล้วก็นอนเลย

212
00:14:03,343 --> 00:14:05,888
คงไม่ต้องบอกว่านอนไม่สบายหรอก

213
00:14:07,264 --> 00:14:08,891
ในคืนวันหนึ่ง

214
00:14:08,974 --> 00:14:11,894
ผมนั่งอยู่ข้างๆ ครัว

215
00:14:11,977 --> 00:14:13,854
อ่านหนังสือพิมพ์

216
00:14:13,937 --> 00:14:17,065
มีบ๋อยคนหนึ่งมองมาแล้วเห็นว่า
ผมนั่งอยู่ตรงนั้น

217
00:14:17,149 --> 00:14:20,068
ผมบอกว่า "ผมพยายามฝึกอ่านหนังสือ
ให้คล่องกว่าที่เป็นอยู่"

218
00:14:20,152 --> 00:14:23,238
เขาบอกว่า "อยากให้ฉันช่วยอ่านด้วยไหมล่ะ"

219
00:14:23,906 --> 00:14:26,200
ทุกคืน

220
00:14:26,992 --> 00:14:30,996
ชายคนนั้น บ๋อยชาวยิว

221
00:14:31,663 --> 00:14:34,917
จะเดินมาดูผมอ่านหนังสือพิมพ์

222
00:14:35,000 --> 00:14:41,924
แล้วก็นั่งช่วยสอนจนกระทั่ง
ผมเริ่มอ่านหนังสือออกอย่างจริงจัง

223
00:14:42,007 --> 00:14:45,928
นั่นเป็นเหมือนจุดเริ่มต้นการเดินทางของผม

224
00:14:46,011 --> 00:14:49,181
ถ้าเราเลิกดิ้นรน คนก็จะเดินผ่านเราไปเฉยๆ

225
00:14:49,890 --> 00:14:51,433
แต่ถ้าคนเห็นว่าคุณยังพยายาม…

226
00:14:51,517 --> 00:14:52,351
(มอร์แกน ฟรีแมน)

227
00:14:52,434 --> 00:14:54,061
จะมีคนที่หยุดแล้วช่วยให้กำลังใจ

228
00:14:54,144 --> 00:14:57,022
หรือช่วยอะไรเล็กๆ น้อยๆ
แบบที่จำเป็นต้องมีถึงจะไปต่อได้

229
00:14:57,731 --> 00:14:58,982
เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นเสมอ

230
00:15:01,318 --> 00:15:04,363
ผมอยู่ที่ถนนเส้น 125 ในฮาร์เลม

231
00:15:04,446 --> 00:15:07,574
แล้วผมก็ซื้อหนังสือพิมพ์ชื่อว่า
อัมสเตอร์ดัมนิวส์…

232
00:15:07,658 --> 00:15:10,244
เป็นหนังสือพิมพ์คนดำ…
เพราะมีหน้าโฆษณาหางาน

233
00:15:10,327 --> 00:15:14,081
ในหน้าหางานนั้นมีหลายที่ซึ่ง
ผมเคยได้งานจากที่นั่น

234
00:15:14,164 --> 00:15:16,291
งานล้างจาน งานหิ้วกระเป๋า

235
00:15:16,375 --> 00:15:18,752
งานอะไรอีกหลายอย่างที่ผมพอจะทำได้

236
00:15:18,836 --> 00:15:20,379
(รับสมัครนักแสดง)
(โรงละครอเมริกันนิโกรเธียเตอร์)

237
00:15:20,462 --> 00:15:23,090
ที่หน้าตรงข้ามกันเขาเขียนไว้ว่า
"รับสมัครนักแสดง"

238
00:15:23,674 --> 00:15:28,178
ผมบอกตัวเองเลยว่า
"โอ้โห รับสมัครนักแสดงเหรอ

239
00:15:28,262 --> 00:15:31,014
ถ้าเป็นนักแสดงแล้วเราจะทำอะไรได้"

240
00:15:32,307 --> 00:15:35,269
ผมก็ไปตามที่อยู่ในประกาศ เคาะประตู

241
00:15:35,352 --> 00:15:37,271
ผ่านไปพักหนึ่งก็มีคนออกมา

242
00:15:37,354 --> 00:15:40,023
เขาตัวใหญ่เท่าภูเขาเลากา ใหญ่มาก
เขาคือเฟรเดอริค โอนีล

243
00:15:40,107 --> 00:15:41,108
(เฟรเดอริค โอนีล)

244
00:15:41,191 --> 00:15:42,401
(ผู้ร่วมก่อตั้ง
อเมริกันนิโกรเธียเตอร์)

245
00:15:43,068 --> 00:15:46,864
ผมเดินเข้าไป เดินขึ้นไปบนเวที
แล้วก็เปิดหน้าตามที่เขาว่า

246
00:15:46,947 --> 00:15:49,950
เขาเปิดสคริปต์อีกชุดหนึ่ง
เขานั่งอยู่ในเก้าอี้คนดูนะ

247
00:15:50,033 --> 00:15:52,703
แล้วก็พลิกหน้ากระดาษ บอกว่า
"อ่านบทจอห์น"

248
00:15:52,786 --> 00:15:55,581
ผมก้มอ่าน เห็นคำว่า "จอห์น"
ผมก็บอก "โอเค"

249
00:15:56,164 --> 00:16:01,587
"เขาพูดว่า
'คุณจะไปไหน'"

250
00:16:01,670 --> 00:16:04,798
แล้วเขา… เขาหงุดหงิดและโมโหไม่ใช่น้อยเลย

251
00:16:04,882 --> 00:16:07,467
ไล่ผมออกจากโรงละครอะไรแบบนั้น

252
00:16:07,551 --> 00:16:09,720
เขาบอกว่า "วันหลังไม่ต้องมาทำคนเสียเวลา

253
00:16:09,803 --> 00:16:12,181
แล้วไปหางานเป็นคนล้างจานอะไรงั้นไป"

254
00:16:12,264 --> 00:16:14,766
จังหวะนั้นแหละ
ผมจึงกลายเป็นนักแสดงเลยจริงๆ

255
00:16:15,267 --> 00:16:18,187
ผมบอกว่า "ผมจะเป็นนักแสดงให้ได้

256
00:16:18,812 --> 00:16:24,443
และเมื่อเป็นแล้ว ผมจะกลับมา
เล่นให้ชายคนนั้นดู"

257
00:16:24,526 --> 00:16:25,944
คุณเคยมีปัญหาเรื่องสำเนียง

258
00:16:26,028 --> 00:16:27,988
ตอนที่เพิ่งเริ่มทำงานในนิวยอร์กใช่มั้ย
ผมอ่านมา

259
00:16:28,071 --> 00:16:29,072
(เดอะดิ๊ก คาเวตต์โชว์)

260
00:16:29,156 --> 00:16:30,991
พูดให้ฟังหน่อยได้ไหมว่า
สำเนียงตอนแรกเป็นยังไง

261
00:16:31,074 --> 00:16:32,451
บทง่ายๆ อย่าง…

262
00:16:34,036 --> 00:16:35,245
"ผมจะกลับบ้าน"

263
00:16:36,079 --> 00:16:39,082
สมัยผมยังเด็ก
เราจะพูดว่า "ผ'จ'กับบั้ง"

264
00:16:39,166 --> 00:16:42,085
มีคนบอกเลยว่าต้องเลิกพูดไม่ชัด
หากอยากจะเป็นนักแสดง

265
00:16:42,711 --> 00:16:44,421
ผมเลยกำจัดสำเนียงเอง

266
00:16:45,214 --> 00:16:47,841
ผมซื้อวิทยุราคา 14 เหรียญมาเครื่องหนึ่ง

267
00:16:47,925 --> 00:16:51,678
แล้วก็หมุนฟังคนที่ชื่อว่า
นอร์แมน โบรเคนไชร์

268
00:16:51,762 --> 00:16:54,890
นอร์แมน โบรเคนไชร์เป็นผู้ประกาศข่าว

269
00:16:54,973 --> 00:16:56,642
(นอร์แมน โบรเคนไชร์)

270
00:16:57,976 --> 00:16:59,478
เขามีเสียงที่สุดยอดมากๆ

271
00:16:59,561 --> 00:17:00,395
(ออกอากาศอยู่)

272
00:17:00,479 --> 00:17:02,731
เป็นอย่างไรกันบ้าง ท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน
เป็นอย่างไรกันบ้างครับ

273
00:17:02,814 --> 00:17:04,233
กระผม นอร์แมน โบรเคนไชร์

274
00:17:04,316 --> 00:17:08,444
ผมจะฟังเสียงเขาพูด…
ผ่านไปสักพักผมจะพูดตาม

275
00:17:08,529 --> 00:17:11,949
คือผมใช้ชีวิตเป็นคนหน้าไมค์มา 25 ปี

276
00:17:12,031 --> 00:17:14,660
บอกได้เลยว่านี่เป็นวงการที่แข่งขันสูงมาก

277
00:17:14,742 --> 00:17:19,080
จนกระทั่งแทบไม่เหลือสำเนียงเดิมอีกเลย

278
00:17:19,164 --> 00:17:21,375
ผมออกไปแล้ว… ซื้อหนังสือ

279
00:17:21,458 --> 00:17:24,377
แล้วก็หัดวิธีอ่านบทละครอะไรแบบนั้น

280
00:17:24,461 --> 00:17:27,631
ผมกลับไปคัดตัวอีกรอบ

281
00:17:27,714 --> 00:17:28,966
แล้วได้รับบท

282
00:17:29,049 --> 00:17:30,050
(อเมริกันนิโกรเธียเตอร์)

283
00:17:30,133 --> 00:17:34,805
ผมใช้โรงละคร ใช้การแสดง
และชั้นเรียนการแสดงเป็นเหมือนที่บำบัดส่วนตัว

284
00:17:36,557 --> 00:17:39,101
ผมจะไปที่โรงละคร
หลังจากเสร็จงานที่ย่านการ์เมนต์ดิสทริกต์

285
00:17:39,184 --> 00:17:42,563
หรือหนึ่งในที่ 14 หรือ 18 ที่ซึ่งผมเคยทำงาน

286
00:17:43,397 --> 00:17:44,690
แล้วตอนค่ำก็ไปเรียน

287
00:17:44,773 --> 00:17:47,776
จะไปนั่งดู ศึกษาแล้วก็ทดลองเล่นฉากต่างๆ

288
00:17:47,860 --> 00:17:50,737
ตอนนั้น ตอนที่ผมอายุ 17 หรือ 18 ปี

289
00:17:50,821 --> 00:17:54,575
การแสดงทำให้ผมสามารถได้แสดงออก

290
00:17:54,658 --> 00:17:57,202
และสามารถระบาย
ความอึดอัดคับข้องใจออกได้บ้าง

291
00:17:57,286 --> 00:18:01,957
เป็นที่ซึ่งผมสามารถระบายความสับสน
หรือเรื่องไม่สบายใจอื่นๆ

292
00:18:02,666 --> 00:18:04,877
เข้าไปในตัวละครสมมติ

293
00:18:04,960 --> 00:18:08,672
ผมรู้สึกว่านี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่
ทำให้ผมพิเศษไม่เหมือนใคร

294
00:18:08,755 --> 00:18:10,799
อยู่ที่นี่ผมเป็นอะไรได้หลายสิ่ง

295
00:18:10,883 --> 00:18:13,510
และมีตัวตนได้ในหลายด้าน
ไม่ว่าจะนับทางสังคมหรือทางอื่นๆ

296
00:18:13,594 --> 00:18:15,512
ซึ่งตัวจริงของผมอาจจะไปอยู่ไม่ได้…

297
00:18:15,596 --> 00:18:20,017
แต่ผมสามารถเอาคืนได้
ด้วยการสร้างภาพสมมติในแบบนี้

298
00:18:21,852 --> 00:18:24,313
ไอ้ทรราช จงโผล่หน้าออกมา

299
00:18:24,396 --> 00:18:25,731
เจ้าชื่อว่ากระไร

300
00:18:27,024 --> 00:18:30,485
ผมว่าหนึ่งในสิ่งที่หายไปคือโรงละครคนดำ

301
00:18:31,570 --> 00:18:33,113
ข้าชื่อแมคเบธ

302
00:18:33,197 --> 00:18:37,534
ตั้งแต่หลังสงครามโลกจนถึงช่วงยุค 1980

303
00:18:37,618 --> 00:18:39,786
โรงละครคนดำ
ถือเป็นสุ้มเสียงของงานศิลป์คนดำ

304
00:18:39,870 --> 00:18:41,538
อเมริกันนิโกรเธียเตอร์ก็ทำให้เกิด…

305
00:18:41,622 --> 00:18:42,789
(เนลสัน จอร์จ)
(นักเขียน นักประวัติศาสตร์)

306
00:18:42,873 --> 00:18:45,417
คณะนิโกรอองเซมเบิลคอมพานี
และกลุ่มละครเวทีชั้นเยี่ยมกลุ่มอื่นๆ

307
00:18:45,501 --> 00:18:47,669
(อเมริกันนิโกรเธียเตอร์)

308
00:18:47,753 --> 00:18:51,048
นั่นเป็นที่ซึ่งนักแสดงหนุ่มสาวจะได้ขึ้นเวที

309
00:18:51,632 --> 00:18:52,841
ไปฝึกปรือฝีมือได้

310
00:18:52,925 --> 00:18:54,510
ทุกคนต้องผ่านโรงละครคนดำมา

311
00:18:54,593 --> 00:18:57,554
น่าจะต้องรอจนถึงยุค 1990
เราถึงจะสามารถคัดนักแสดงผิวดำ

312
00:18:57,638 --> 00:18:59,806
ที่ไม่เคยผ่านโรงละครคนดำมาเลยได้

313
00:18:59,890 --> 00:19:01,767
ผมก็ไปคัดตัวที่นั่น

314
00:19:01,850 --> 00:19:02,851
(เสียงแฮร์รี่ เบลาฟอนเต)

315
00:19:02,935 --> 00:19:03,769
พอไปถึง

316
00:19:03,852 --> 00:19:07,105
ก็เห็นชายผิวดำหน้าบูดคนหนึ่ง
นั่งอยู่ตรงข้ามห้องกับผม

317
00:19:07,189 --> 00:19:08,482
(ซิดนีย์ พัวติเยร์)

318
00:19:08,565 --> 00:19:11,610
ดูเขาไม่ค่อยพอใจที่เห็นผมเท่าไหร่

319
00:19:11,693 --> 00:19:13,153
ผมมองหน้าเขา แล้วก็รู้เลยว่า

320
00:19:13,237 --> 00:19:15,989
ผมจะต้องแข่งกับหมอนี่

321
00:19:16,073 --> 00:19:17,866
ไปจนกว่าจะตาย

322
00:19:18,367 --> 00:19:22,621
ผมตัดสินใจเลยว่าคงต้อง
เอาดวงมาผูกไว้กับดวงดาราของซิดนีย์…

323
00:19:23,705 --> 00:19:26,500
จนกระทั่งเขาลากผมไป
ผ่านประสบการณ์สุดขอบฟ้าด้วย

324
00:19:27,000 --> 00:19:28,418
แล้วผม…

325
00:19:28,502 --> 00:19:30,170
สายตาเป็นมีดก็แทงตายแล้ว

326
00:19:31,046 --> 00:19:34,091
พ่อฉันกับแฮร์รี่มีโบรแมนซ์ที่ยาวนานบ้าบอมาก

327
00:19:34,174 --> 00:19:35,217
พวกเขาสนิทกัน

328
00:19:35,300 --> 00:19:38,178
ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่อยู่
คณะอเมริกันนิโกรเธียเตอร์

329
00:19:38,262 --> 00:19:39,263
(ซิดนีย์ พัวติเยร์ ฮาร์ทซอง)
(ลูกสาว)

330
00:19:39,346 --> 00:19:42,140
และทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทที่สุดต่อกัน

331
00:19:42,933 --> 00:19:45,686
แล้วพวกเขาก็แตกคอกัน
แตกคอกันเป็นระยะๆ นึกออกไหม

332
00:19:45,769 --> 00:19:48,730
เหมือนคู่แต่งงานแก่ๆ เลยค่ะ คือว่าเหมือน…

333
00:19:48,814 --> 00:19:52,109
แยกทางกัน หย่ากัน
แล้วก็กลับมาแต่งกันใหม่

334
00:19:52,192 --> 00:19:54,278
- มีบางครั้งที่เราเห็นไม่ตรงกัน
- อ้อ

335
00:19:54,361 --> 00:19:57,531
และไม่ได้เป็นเชิงตลกนะ
บางครั้งเราเห็นไม่ตรงกัน

336
00:19:57,614 --> 00:20:00,325
ในหลายเรื่อง

337
00:20:00,409 --> 00:20:03,161
แต่เราก็แลกเปลี่ยนความคิดในเรื่องเหล่านั้น

338
00:20:03,245 --> 00:20:06,707
ผมได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากชายคนนี้
ตลอด 26 ปีที่รู้จักกัน

339
00:20:06,790 --> 00:20:09,626
ผมคิดว่าเขาก็คงเรียนอะไรไปจากผมบ้าง

340
00:20:10,502 --> 00:20:13,839
พวกเราเป็นศิลปิน
ผมก็มีอีโก้ เขาก็มีอีโก้

341
00:20:13,922 --> 00:20:14,965
ใช่สิ ที่รัก

342
00:20:18,385 --> 00:20:19,386
ก็…

343
00:20:20,345 --> 00:20:23,348
ตอนนั้นผมอายุ 18 ออกมาจากเบิร์ดแลนด์…

344
00:20:23,432 --> 00:20:24,433
(เบิร์ดแลนด์)

345
00:20:24,516 --> 00:20:25,517
(ควินซี โจนส์)

346
00:20:25,601 --> 00:20:29,188
แล้วได้ดูทั้งซิดนีย์ แฮร์รี่ เบลาฟอนเต
แล้วก็มาร์ลอน แบรนโด

347
00:20:29,271 --> 00:20:33,108
คือ โห ไม่เอาน่ะ นั่นเหมือนประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์

348
00:20:33,734 --> 00:20:36,320
พวกเราเถื่อนกันมาก คนสมัยนั้นเถื่อนกันหมด

349
00:20:36,403 --> 00:20:38,697
ชินกับการรักและชินกับการสู้

350
00:20:39,323 --> 00:20:41,783
พวกเขาสนิทกัน สนิทกันต่อเนื่อง

351
00:20:42,618 --> 00:20:43,619
และทำงานใกล้ชิดกัน

352
00:20:43,702 --> 00:20:45,829
แต่ก็ถลึงตาค้อนกันตลอด

353
00:20:46,705 --> 00:20:48,498
จนตอนนี้ยังไม่เลิกเลย

354
00:20:48,582 --> 00:20:50,792
ตอนนั้นเราเล่นละครเวทีชื่อ
Days of Our Youth

355
00:20:50,876 --> 00:20:52,503
ซิดนีย์ พัวติเยร์เป็นตัวสำรองของผม

356
00:20:52,586 --> 00:20:54,463
แน่นอน เราทำงานแบบแทบไม่ได้เงินอะไร

357
00:20:54,546 --> 00:20:55,631
ผมมีงานทำอยู่

358
00:20:55,714 --> 00:20:56,715
(แฮร์รี่ เบลาฟอนเต)

359
00:20:56,798 --> 00:20:58,467
ผมเป็นผู้ช่วยภารโรง

360
00:20:58,550 --> 00:21:00,302
คืนหนึ่งพวกเขาเปิดแสดง

361
00:21:00,385 --> 00:21:03,138
เรื่องนั้นแฮร์รี่ เบลาฟอนเตเป็นพระเอก
เขาควรต้องขึ้นเวที

362
00:21:03,222 --> 00:21:05,015
แต่ตอนนั้นเขาเป็นคนเก็บขยะด้วย

363
00:21:05,098 --> 00:21:07,935
เลยโดนเรียกไปเข้ากะ ซึ่งก็จำเป็นต้องไป

364
00:21:08,018 --> 00:21:10,687
พ่อของฉัน เพราะเป็นตัวสำรอง
เลยได้เล่นแทน

365
00:21:10,771 --> 00:21:13,440
ปรากฏว่าคืนนั้นมีโปรดิวเซอร์จากบรอดเวย์

366
00:21:13,524 --> 00:21:15,359
นั่งอยู่ในกลุ่มผู้ชมด้วย

367
00:21:15,442 --> 00:21:17,694
ฉันคิดว่าเขากำลังหานักแสดง
เรื่อง Lysistrata

368
00:21:19,029 --> 00:21:21,240
แล้วเขาก็เลือกพ่อฉันไปเล่น

369
00:21:21,323 --> 00:21:23,659
ฉันว่าแฮร์รี่น่าจะโกรธเรื่องคืนนั้นน่าดู

370
00:21:23,742 --> 00:21:24,743
(ทเวนตี้เซนจูรีฟ็อกซ์)

371
00:21:24,826 --> 00:21:27,329
ทเวนตี้เซนจูรีฟ็อกซ์
ให้แมวมองบินมารัฐตะวันออก

372
00:21:27,412 --> 00:21:28,664
เพื่อค้นหานักแสดง

373
00:21:28,747 --> 00:21:30,040
เขาได้ดูซิดนีย์ พัวติเยร์

374
00:21:30,123 --> 00:21:31,625
แล้วให้เขาบินไปแคลิฟอร์เนีย

375
00:21:31,708 --> 00:21:33,794
ให้เขาทดสอบหน้ากล้อง
ที่เหลือก็กลายเป็นประวัติศาสตร์แล้ว

376
00:21:33,877 --> 00:21:36,797
ทุกครั้งที่เขาพูดบทอะไร
ผมจะย้ำเสมอ เขาจะได้ไม่หยิ่ง

377
00:21:36,880 --> 00:21:40,259
ว่าอาชีพเขารุ่งเรืองขึ้นมาได้บนกองขยะ

378
00:21:40,342 --> 00:21:43,262
ทำแบบนั้นคงทำให้หงุดหงิดน่าดู
หากไม่ได้ประสบความสำเร็จ

379
00:21:43,345 --> 00:21:44,263
อย่างที่คุณทำได้หลังจากนั้น

380
00:21:44,346 --> 00:21:46,181
ไม่นะ ผมประสบความสำเร็จพอสมควร
แต่ก็ยังหงุดหงิดอยู่

381
00:21:57,651 --> 00:21:58,819
- ไง เลฟตี้
- หวัดดี ลูธ

382
00:21:58,902 --> 00:22:01,446
เป็นยังไงบ้าง
ฉันตามหาแกอยู่ทีเดียว

383
00:22:02,197 --> 00:22:04,950
ผมเริ่มต้นชีวิตนักแสดงหนัง
กับชายที่ชื่อโจ แมนคีวิซ

384
00:22:05,033 --> 00:22:06,076
(กำกับโดย
โจเซฟ แอล. แมนคีวิซ)

385
00:22:06,159 --> 00:22:07,828
- สวัสดี บรูคส์
- สวัสดีครับ คุณหมอ

386
00:22:07,911 --> 00:22:10,956
เขาอยากทำหนังเกี่ยวกับ
คนดำในอเมริกา

387
00:22:11,498 --> 00:22:12,332
(ปี 1950)

388
00:22:12,416 --> 00:22:16,837
นั่นเป็นหนังที่น่าสนใจมาก
หนังเรื่องแรกที่เป็นแบบนั้น

389
00:22:16,920 --> 00:22:21,800
ผมเล่นเป็นแพทย์หนุ่มผิวดำ
ในโรงพยาบาลที่ลอสแองเจลิส

390
00:22:21,884 --> 00:22:23,260
ผมคือนพ.บรูคส์

391
00:22:23,343 --> 00:22:25,220
ฮื่อ พวกนั้นบอกว่าคุณจะอยู่

392
00:22:25,304 --> 00:22:28,056
เป็นหนังแบบที่ไม่เคยมีใครเห็นมาก่อนจริงๆ

393
00:22:28,140 --> 00:22:29,892
ไม่อยากให้มันรักษา จะเอาหมอผิวขาว

394
00:22:29,975 --> 00:22:31,977
เดี๋ยวจะปิดไฟให้ แค่นั้นก็ไม่ต่างกันแล้ว

395
00:22:32,060 --> 00:22:34,146
- ผมไม่มีสิทธิ์อะไรเลยเหรอ
- ไม่มี!

396
00:22:34,229 --> 00:22:35,981
มีคนในวงการบันเทิง

397
00:22:36,064 --> 00:22:37,733
ที่ไม่มีความกล้า

398
00:22:37,816 --> 00:22:40,736
จะลุกขึ้นมาทำหนังแบบนั้นเกี่ยวกับคนดำ

399
00:22:40,819 --> 00:22:43,822
มีความชินชาที่ทำกันจนเคยตัว

400
00:22:43,906 --> 00:22:48,702
ในการใช้นักแสดงคนดำในแบบที่
ต่ำต้อยด้อยค่าที่สุด

401
00:22:48,785 --> 00:22:51,288
ผมรู้นะว่าเรากินมันฝรั่งบด
โดยไม่ต้องใช้มีดและ…

402
00:22:51,371 --> 00:22:52,623
(สเตพิน เฟชอิท)

403
00:22:52,706 --> 00:22:54,041
- เลิกทำงี่เง่าเสียที!
- ผม…

404
00:22:54,124 --> 00:22:55,834
เรากำลังพูดถึงยุค 40

405
00:22:55,918 --> 00:22:58,545
ถ้าคนดำอยากเล่นหนัง เราต้องเป็นคนตลก

406
00:22:58,629 --> 00:22:59,963
สเตพิน เฟชอิท

407
00:23:00,464 --> 00:23:01,673
แมนแทน มอร์แลนด์

408
00:23:01,757 --> 00:23:04,343
โห คุณบิล ต้องไปด้วยเหรอครับ
ผมอยู่บนนี้กับคุณไม่ได้เหรอ

409
00:23:04,426 --> 00:23:05,427
(แมนแทน มอร์แลนด์)

410
00:23:05,511 --> 00:23:08,889
ไม่ได้ ต้องเข้าใจนะว่า
มันจะเป็นตัวอย่างไม่ดีต่อคนใช้คนอื่นๆ

411
00:23:08,972 --> 00:23:09,973
เข้าใจสิ

412
00:23:10,057 --> 00:23:12,851
นั่นเป็นดาราแล้วนะ…
เป็นดาราผิวดำในยุคนั้น

413
00:23:12,935 --> 00:23:15,103
ถ้าไม่ทำตัวตลกก็ไม่ได้งาน

414
00:23:15,687 --> 00:23:19,399
แมนแทน มอร์แลนด์
สเตพิน เฟชอิทและแฮทตี้ แมคแดเนียล

415
00:23:19,483 --> 00:23:22,152
ผมรู้ตั้งแต่ตอนเข้าวงการว่า
พวกเขาต้องเจ็บปวดแค่ไหน…

416
00:23:22,236 --> 00:23:23,237
(แฮทตี้ แมคแดเนียล)

417
00:23:23,320 --> 00:23:28,075
ที่พวกเขาต้องพูดคำเหล่านั้น
และทำตัวในแบบที่เห็นกันนั้น

418
00:23:28,784 --> 00:23:30,744
โธ่ เจฟฟ์ แกเป็นคนขี้เกียจที่สุดที่ฉันรู้จักมา

419
00:23:31,328 --> 00:23:35,082
คุณแฟรงค์ครับ ผมไม่ได้ขี้เกียจ
ผมแค่เป็นคนสะเบยดี

420
00:23:35,165 --> 00:23:39,753
สมัยนั้นฮอลลีวูดเป็นวงการซึ่งใจแคบมาก

421
00:23:39,837 --> 00:23:41,505
เมื่อเป็นเรื่องของคนดำ

422
00:23:41,588 --> 00:23:42,881
เดี๋ยว อย่าทิ้งผมไว้ที่นี่

423
00:23:42,965 --> 00:23:45,425
แฮทตี้ แมคแดเนียล
ได้รับเสนอชื่อเมื่อปี 1939

424
00:23:45,509 --> 00:23:47,386
เธอได้รางวัลเมื่อปี 1939

425
00:23:47,469 --> 00:23:50,889
ฉันรู้ว่าเธอไม่ได้รับอนุญาตให้
เข้าโรงแรมหรืออะไรแบบนั้น

426
00:23:50,973 --> 00:23:52,391
(พาเมลา พัวติเยร์)
(ลูกสาว)

427
00:23:52,474 --> 00:23:54,601
และรู้ว่า แน่นอน การเล่นเป็นสาวใช้

428
00:23:55,394 --> 00:23:57,062
ถึงจะเล่นได้ดีแค่ไหน

429
00:23:57,938 --> 00:24:02,609
แต่นั่นเป็นบทเดียวที่คนพวกนั้นต้องการ
จากคนอย่างเธอ

430
00:24:02,693 --> 00:24:03,694
ฉันขออนุญาตขอบคุณ…

431
00:24:03,777 --> 00:24:08,365
ผมคิดว่าซิดนีย์ไม่เคยเล่นบทไหน
ที่เรียกได้ว่า "สยบยอม" เลย

432
00:24:08,448 --> 00:24:10,534
ไม่เคยทำตาถลน

433
00:24:11,285 --> 00:24:12,578
ไม่เคยก้มหัวให้ใคร

434
00:24:13,120 --> 00:24:15,289
ไม่เคยพูดอะไรขำขัน

435
00:24:15,372 --> 00:24:17,749
เหมือนเรากำลังดูชายคนหนึ่งในโลก

436
00:24:17,833 --> 00:24:20,627
ซึ่งไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เขามีปากมีเสียง

437
00:24:21,670 --> 00:24:24,256
แต่ปรากฏว่าเขามีอะไรจะพูด

438
00:24:25,299 --> 00:24:28,177
ทุกครั้งที่มีคนตายในโรงพยาบาลท้องถิ่น
จะมีคนหาว่าเป็นการฆาตกรรม

439
00:24:28,260 --> 00:24:29,887
แต่การที่เขาหาว่าผมฆ่าคน
มันไม่เหมือนกรณีอื่น

440
00:24:29,970 --> 00:24:31,305
ต้องเหมือนสิ คุณเป็นหมอ

441
00:24:31,388 --> 00:24:34,308
เขาไม่ได้ตะโกนด่าหมอ
เขาตะโกนด่านิโกรต่างหาก

442
00:24:34,892 --> 00:24:37,436
ภาพยนตร์เปลี่ยนไป
ทันทีที่เขาปรากฏตัวขึ้นบนจอ

443
00:24:37,519 --> 00:24:38,520
นึกออกไหม

444
00:24:38,604 --> 00:24:40,939
ไม่เคยมีคนดำแบบนั้นมาก่อน

445
00:24:41,023 --> 00:24:42,024
เขา… ใช่ คือว่า

446
00:24:42,107 --> 00:24:45,277
เขาสลักบทบาทในแบบที่ไม่เคยมีใครทำ

447
00:24:45,819 --> 00:24:47,571
ผมมีเรื่องที่ขับเคลื่อนจิตใจผม

448
00:24:48,071 --> 00:24:50,782
ผมมาจากครอบครัวยากจนมาก
ครอบครัวยากจนมากจริงๆ

449
00:24:50,866 --> 00:24:53,702
ผมมาจากครอบครัวยากจนไร้การศึกษา
ในแถบทะเลแคริบเบียน

450
00:24:54,203 --> 00:24:58,665
ครอบครัวยากจนไร้การศึกษา
ในแถบแคริบเบียนของผมมองอเมริกา

451
00:24:58,749 --> 00:25:01,084
เป็นที่ซึ่งเหมือนถนนปูด้วยทอง

452
00:25:01,919 --> 00:25:05,506
และเมื่อขุดทองได้จำนวนหนึ่งแล้ว
เราก็ควรส่งทองกลับไปบ้าน

453
00:25:06,298 --> 00:25:08,300
และเพราะผมไม่สามารถส่งทองกลับไปบ้านได้

454
00:25:08,383 --> 00:25:12,304
ผมจึงมีความรู้สึกวิตกจริตแบบหนึ่ง
ทุกครั้งที่คิดถึงบ้าน

455
00:25:12,387 --> 00:25:13,472
ผมตัดขาดกับที่บ้าน

456
00:25:13,555 --> 00:25:17,100
ผมไม่เขียนจดหมายไปเพราะ
ผมไม่สามารถใส่เงินไปในซองด้วยได้

457
00:25:17,184 --> 00:25:20,521
เขามีความรักและเคารพคุณปู่คุณย่าอย่างลึกซึ้ง

458
00:25:20,604 --> 00:25:23,232
ฉันว่านั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้เขาหนักใจอยู่พักใหญ่

459
00:25:23,315 --> 00:25:24,983
ที่เขาไม่ได้กลับไปเยี่ยมบ้านถึงแปดปี

460
00:25:26,318 --> 00:25:29,404
ผมได้เจอพ่อกับแม่
ครั้งแรกในรอบแปดปี

461
00:25:29,488 --> 00:25:30,322
(นาสโซ)

462
00:25:30,405 --> 00:25:32,533
ทั้งครอบครัวมารวมตัวกันที่โรงหนังในนาสโซ

463
00:25:32,616 --> 00:25:35,744
เพื่อดูหนังเรื่องแรกที่ผมเล่น
No Way Out

464
00:25:35,827 --> 00:25:37,246
ครับ นี่สำคัญมาก

465
00:25:37,329 --> 00:25:38,664
สำหรับพ่อกับแม่

466
00:25:38,747 --> 00:25:41,667
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้ดูหนัง

467
00:25:42,167 --> 00:25:45,420
ผมว่ามันคงเหมือนเรื่องในฝันสำหรับพวกเขานะ

468
00:25:45,504 --> 00:25:49,508
ผมไม่แน่ใจว่าพ่อกับแม่
เข้าใจแนวคิดแก่นเรื่องมากแค่ไหน

469
00:25:49,591 --> 00:25:52,135
แต่พวกเขาอัศจรรย์ใจอย่างที่สุด

470
00:25:52,219 --> 00:25:57,057
หลุดปากบอกว่า "นั่นลูกฉัน!"
อะไรอย่างนั้นทั้งเรื่อง

471
00:25:57,641 --> 00:26:02,604
หลังจากประสบความสำเร็จช่วงต้นแล้ว
ผมก็ต้องกลับไปล้างจานในฮาร์เลม

472
00:26:02,688 --> 00:26:04,022
ถึงจะมีอุปสรรค

473
00:26:04,106 --> 00:26:06,733
ผมก็ยังศรัทธาในตัวเองและศรัทธาในอนาคต

474
00:26:06,817 --> 00:26:10,237
ศรัทธาในทั้งสองอย่างพอที่จะแต่งงาน
กับสาวน้อยที่ชื่อฮัวนิต้า…

475
00:26:10,320 --> 00:26:11,321
(วันที่ 29 เมษายน ปี 1950)

476
00:26:11,405 --> 00:26:13,115
และพยายามหาความก้าวหน้าในชีวิต

477
00:26:13,198 --> 00:26:16,368
ไม่ช้า ลูกคนแรกของเราก็เกิดขึ้นมา

478
00:26:16,451 --> 00:26:18,829
แล้วลูกอีกคนก็กำลังจะเกิด

479
00:26:19,538 --> 00:26:22,624
ฉันว่าคุณแม่เป็นคนมองโลกในแง่ดีมากๆ

480
00:26:22,708 --> 00:26:25,252
และคุณพ่อเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย

481
00:26:26,044 --> 00:26:29,673
แต่ความมองแง่ดีของแม่กลบเขาไปหมด

482
00:26:29,756 --> 00:26:33,218
และฉันคิดว่าเพราะแม่เป็นคนที่ดูคนออก

483
00:26:33,302 --> 00:26:34,845
พ่อก็เลยติดอกติดใจที่ตรงนั้น

484
00:26:34,928 --> 00:26:38,807
และการที่แม่… แม่รักคนอย่างไม่มีเงื่อนไข

485
00:26:38,891 --> 00:26:41,101
จับจินตนาการของพ่อไว้จนได้

486
00:26:42,644 --> 00:26:47,191
ฉันเป็นสาวคนเดียวและคนผิวดำคนเดียว…

487
00:26:47,274 --> 00:26:48,358
(ฮัวนิต้า ฮาร์ดี้)

488
00:26:48,442 --> 00:26:50,903
ในปีของฉันตอนเรียนมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

489
00:26:50,986 --> 00:26:53,572
โดนเข้าไปสองเด้งเลย คือ…

490
00:26:54,323 --> 00:26:57,034
ฉันเขียนเรียงความ

491
00:26:57,117 --> 00:27:01,496
เรื่องสถานการณ์ระหว่างคนผิวขาวและดำ
ในสหรัฐอเมริกา

492
00:27:01,580 --> 00:27:04,541
เขาถามว่า
"อ้อ ไปเอาความคิดแบบนี้มาจากไหน"

493
00:27:04,625 --> 00:27:07,127
ฉันก็ตอบว่า "จากคนที่ผ่านประสบการณ์นี้มาสิ"

494
00:27:07,211 --> 00:27:11,381
ตอนที่เจอซิดนีย์ เขาเรียนจบแค่ป.สาม

495
00:27:11,465 --> 00:27:14,384
แต่เขาพยายามใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ

496
00:27:14,468 --> 00:27:16,345
เขาอยากจะต้องรู้

497
00:27:16,428 --> 00:27:20,682
ทุกอย่างที่จะสามารถเรียนได้

498
00:27:21,725 --> 00:27:25,938
และฉันก็พยายามใส่ความรู้เพิ่มให้เขาตลอดเวลา

499
00:27:26,021 --> 00:27:28,690
ใส่เรื่องที่ฉันคิดว่าเขายังไม่รู้

500
00:27:28,774 --> 00:27:30,901
ที่ฉันคิดว่าจะช่วยได้หากเขารู้

501
00:27:30,984 --> 00:27:34,404
แล้วเขาก็เริ่มรู้สึกและมีปฏิกิริยา

502
00:27:34,488 --> 00:27:37,282
กับบทหนังที่คนเสนอมาให้เขาเล่น

503
00:27:37,366 --> 00:27:39,618
ฉันบอกว่า "ไม่ใช่ทุกเรื่องเป็นเรื่องของเงิน"

504
00:27:40,369 --> 00:27:44,915
เขาได้รับข้อเสนอให้เล่นหนังเรื่องหนึ่ง
ฉันคิดว่าเป็นหนังของมาร์ตี้ บาม

505
00:27:44,998 --> 00:27:46,959
(อานิก้า พัวติเยร์)
(ลูกสาว)

506
00:27:47,042 --> 00:27:48,210
แต่พ่อก็ปฏิเสธ

507
00:27:48,293 --> 00:27:50,754
มาร์ตี้ บามบอกว่า
"ขอโทษนะ ผมไม่เข้าใจ

508
00:27:50,838 --> 00:27:54,925
คือหนังเรื่องนี้จ่ายค่าตัว
มากกว่าที่คุณได้รับมาทั้งปี"

509
00:27:55,509 --> 00:27:57,469
ลูกสาวคนที่สองกำลังจะคลอดแล้ว

510
00:27:57,553 --> 00:27:58,679
ลูกคนที่สอง

511
00:27:59,346 --> 00:28:00,639
แล้วผมก็ไม่มีเงิน

512
00:28:02,808 --> 00:28:04,935
บทนั้นเป็นบทภารโรง

513
00:28:05,018 --> 00:28:07,354
ซึ่ง… การเล่นบทภารโรงก็ไม่มีอะไรเสียหาย

514
00:28:07,437 --> 00:28:10,941
แต่ในบทหนังเรื่องนี้เกิดคดีฆาตกรรม

515
00:28:11,441 --> 00:28:14,361
และฆาตกร
หรือคนที่รู้เรื่องการฆาตกรรมนั้น…

516
00:28:14,444 --> 00:28:17,114
หรือคนที่เกี่ยวข้องกับฆาตกร

517
00:28:17,990 --> 00:28:21,201
รู้สึกว่าผม ภารโรง เป็นพยานในเรื่อง

518
00:28:21,285 --> 00:28:25,455
ในบทก็คือ ลูกสาวของภารโรงถูกฆ่า

519
00:28:26,206 --> 00:28:31,712
และตัวภารโรงเองไม่มีบทพูด
ที่จะสื่อว่าเขารู้สึกอย่างไรเลย

520
00:28:31,795 --> 00:28:35,465
กับการที่เห็นศพลูกสาวถูกโยนทิ้งไว้กลางสนาม

521
00:28:35,549 --> 00:28:37,009
เขาไม่คิดจะแก้บท

522
00:28:37,092 --> 00:28:39,511
หรือให้เขามีปฏิกิริยาอะไรกับเรื่องนี้

523
00:28:41,180 --> 00:28:42,347
เขาเลยบอกว่า

524
00:28:42,431 --> 00:28:46,059
"เรจินัลด์ พัวติเยร์ไม่มีทางยอมให้

525
00:28:46,143 --> 00:28:49,563
ลูกคนใดของเขาถูกจับโยนไว้กลางสนาม

526
00:28:49,646 --> 00:28:51,690
โดยที่ไม่พูดอะไรเลยสักคำแน่"

527
00:28:51,773 --> 00:28:54,234
เขาอยากให้แน่ใจว่าสิ่งที่เขาทำในชีวิต…

528
00:28:54,318 --> 00:28:55,319
(เบเวอร์ลี พัวติเยร์-เฮนเดอร์สัน)
(ลูกสาว)

529
00:28:55,402 --> 00:28:57,196
สะท้อนสิ่งที่คุณปู่สอนเอาไว้

530
00:28:57,696 --> 00:28:59,990
พ่อบอกว่าถ้าเงยหน้าขึ้นไป

531
00:29:00,073 --> 00:29:04,953
แล้วเห็นนามสกุลอยู่บนจอหรือบนป้ายหน้าโรงหนัง

532
00:29:05,037 --> 00:29:07,539
นั่นไม่ใช่นามสกุลของพ่อ
แต่เป็นนามสกุลของคุณปู่

533
00:29:08,123 --> 00:29:09,917
ผมเล่นบทนั้นไม่ได้

534
00:29:11,043 --> 00:29:16,048
ถ้าผมเป็นลูกของชายที่ผมเชื่อมั่นว่าเป็น

535
00:29:16,882 --> 00:29:18,550
ผมเล่นบทนั้นไม่ได้

536
00:29:18,634 --> 00:29:24,139
ถ้าคุณแม่ของผมเป็นคนที่ผมคิดว่าท่านเป็น

537
00:29:24,223 --> 00:29:26,934
เขาจึงปฏิเสธบทนั้น

538
00:29:27,643 --> 00:29:31,271
เขาปฏิเสธบทและออกไปกู้เงิน

539
00:29:31,355 --> 00:29:33,982
เพื่อจะได้มีเงินมาจ่ายค่าคลอดลูกที่โรงพยาบาล

540
00:29:34,483 --> 00:29:36,902
เขาทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำ…

541
00:29:36,985 --> 00:29:37,986
(เชอร์รี พัวติเยร์)
(ลูกสาว)

542
00:29:38,070 --> 00:29:43,033
ไม่ใช่เพราะนั่นคือสิ่งที่คนอื่นคาดว่าเขาต้องทำ

543
00:29:43,116 --> 00:29:45,911
แต่เพราะพ่อเองคาดหวังว่าตัวเองต้องทำ

544
00:29:46,453 --> 00:29:50,958
ความยึดมั่นในค่านิยมต่างๆ ในชีวิตของผม
มาจากคุณแม่

545
00:29:57,422 --> 00:29:58,799
และจากคุณพ่อ

546
00:30:10,269 --> 00:30:13,564
ต้องหมอบก่อน แล้วหาอะไรมาคลุม

547
00:30:15,899 --> 00:30:18,819
สงครามเย็นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง
ทำให้เกิด

548
00:30:18,902 --> 00:30:21,154
ความวิตกจริตเรื่องคอมมิวนิสต์ไปทั่วอเมริกา…

549
00:30:21,238 --> 00:30:22,239
(เนลสัน จอร์จ)
(นักเขียน นักประวัติศาสตร์)

550
00:30:22,322 --> 00:30:25,367
และส่งผลต่อทุกมุมของชีวิตชาวอเมริกัน

551
00:30:25,450 --> 00:30:30,330
ขบวนการคอมมิวนิสต์ใต้ดิน
กำกับให้ผู้ปฏิบัติการ

552
00:30:30,414 --> 00:30:32,541
เข้าแทรกซึมในฮอลลีวูด

553
00:30:32,624 --> 00:30:36,253
และทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้
เพื่อจะพ่นพิษไว้ในจอเงิน

554
00:30:36,336 --> 00:30:38,672
มันคือศัตรู! พวกนั้นไม่ใช่ชาวอเมริกัน

555
00:30:38,755 --> 00:30:40,382
- พวกมันเป็นโฮโม
- ใช่แล้ว!

556
00:30:40,465 --> 00:30:41,884
- เป็นคอมมิวนิสต์!
- ใช่!

557
00:30:41,967 --> 00:30:43,385
มันเป็นคอมมิวนิสต์!

558
00:30:43,468 --> 00:30:46,221
ต่อให้มีคอมมิวนิสต์เพียงคนเดียว
ในกระทรวงต่างประเทศทั้งกระทรวง…

559
00:30:46,305 --> 00:30:47,264
(โจเซฟ แมคคาร์ธี)

560
00:30:47,347 --> 00:30:49,308
ก็ยังถือว่ามีคอมมิวนิสต์มากเกินไป

561
00:30:49,391 --> 00:30:52,477
ผมจำยุคนั้นได้
เพราะผมเพิ่งเข้าชั้นอุดมศึกษา

562
00:30:52,561 --> 00:30:53,729
ที่มหาวิทยาลัยโฮเวิร์ด

563
00:30:53,812 --> 00:30:55,522
ผมได้ดูการไต่สวนแมคคาร์ธี…

564
00:30:55,606 --> 00:30:57,566
(เอกอัครราชทูตแอนดรูว์ ยัง)
(นักการเมือง นักกิจกรรม)

565
00:30:57,649 --> 00:30:59,818
บนทีวีเครื่องแรกที่ผมได้เห็นในชีวิต

566
00:30:59,902 --> 00:31:02,237
ซึ่งอยู่ในห้องนั่งเล่นหอพักนักศึกษา

567
00:31:02,321 --> 00:31:03,697
ตอนนั้นน่ากลัวมาก

568
00:31:03,780 --> 00:31:05,782
การกำหนดให้ทุกคนต้องสาบานตนสวามิภักดิ์

569
00:31:05,866 --> 00:31:08,368
เริ่มกระจายแพร่ไปทั่วทั้งในหน่วยงานรัฐบาล

570
00:31:08,452 --> 00:31:09,620
และทั่วทั้งประเทศ

571
00:31:09,703 --> 00:31:10,746
(ปกป้องประเทศจากคอมมิวนิสต์)

572
00:31:10,829 --> 00:31:14,333
เขามีรายชื่อคนที่อาจจะเป็นคอมมิวนิสต์
หรือเห็นดีเห็นงามกับคอมมิวนิสต์

573
00:31:14,416 --> 00:31:16,877
มีหลายคนที่ไม่ผ่านรายชื่อนั้น
พอล โรเบสันเป็นหนึ่งในนั้น

574
00:31:16,960 --> 00:31:20,255
คุณกลับมาจากมอสโก
โดยยังเชื่อในคอมมิวนิสต์เต็มหัวใจหรือเปล่า

575
00:31:20,339 --> 00:31:22,341
ผมไม่ทราบว่าคุณถามผมอย่างนั้นได้ยังไง
คุณทราบเหรอว่าผมเป็นคอมมิวนิสต์จริง

576
00:31:22,424 --> 00:31:23,258
(พอล โรเบสัน)

577
00:31:23,342 --> 00:31:24,343
- ไม่มีใครรู้
- แล้วคุณเป็นหรือเปล่า

578
00:31:24,426 --> 00:31:26,386
- ผมเกลียดคำถามแบบนั้นมาก
- ขออภัยค่ะ

579
00:31:26,470 --> 00:31:28,096
รบกวนถามใหม่ด้วยครับ ครับ

580
00:31:30,390 --> 00:31:34,019
(The Emperor Jones ปี 1933)

581
00:31:34,102 --> 00:31:36,188
พอล โรเบสันเป็นชาวแอฟริกันอเมริกัน

582
00:31:36,271 --> 00:31:39,733
ที่เป็นคนสำคัญทางวัฒนธรรมช่วง 1930
ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

583
00:31:39,816 --> 00:31:41,568
เขายืนอยู่จุดสูงสุดของโลกวงการบันเทิงผิวดำ…

584
00:31:41,652 --> 00:31:42,653
(อารัม กู้ดซูเซียน)
(ผู้เขียนอัตชีวประวัติพัวติเยร์)

585
00:31:42,736 --> 00:31:44,530
ซึ่งคนอย่างซิดนีย์ พัวติเยร์
หรือแฮร์รี่ เบลาฟอนเต

586
00:31:44,613 --> 00:31:45,614
เพิ่งก้าวเท้าเข้ามา

587
00:31:45,697 --> 00:31:48,033
แล้วทั้งสองคนนั้นก็นับถือพอล โรเบสันมาก

588
00:31:50,035 --> 00:31:52,120
โห เขาโดนรัฐบาลอเมริกาจี้น่าดู

589
00:31:52,204 --> 00:31:54,915
เพราะเขาสนับสนุนชนชั้นกรรมมาชีพ

590
00:31:54,998 --> 00:31:56,917
"ใช่ แต่พวกนั้นคือคอมมิวนิสต์" แล้วไง

591
00:31:58,126 --> 00:32:01,880
โรเบสันกลายเป็นต้นแบบทั้งสองด้านที่น่าสนใจ

592
00:32:02,589 --> 00:32:05,425
ของพัวติเยร์และเบลาฟอนเต

593
00:32:05,509 --> 00:32:10,806
ในส่วนที่ว่า
คนเราจะเลือกสู้กับด้านไหนกันแน่

594
00:32:10,889 --> 00:32:13,225
(คุณทรูแมน
เอาจิม โครว์ออกจากเงินดอลล่าร์ที)

595
00:32:13,308 --> 00:32:15,853
โรเบสันถูกกีดกันทุกทาง
และเขาไม่ได้แค่โดนกีดกัน

596
00:32:15,936 --> 00:32:17,563
แต่ตอนที่เขาอาจได้ไปทำงานที่ยุโรป

597
00:32:17,646 --> 00:32:19,439
รัฐบาลอเมริกันกลับยึดพาสปอร์ตเขาเฉยเลย

598
00:32:19,523 --> 00:32:23,652
เราเห็นแล้วว่าคนจะพยายามต่อสู้เพื่อเสรีภาพ

599
00:32:23,735 --> 00:32:27,072
และหากพวกเขาไม่ได้รับมัน
พวกเขาก็จะช่วงชิงมันมาเอง

600
00:32:27,155 --> 00:32:31,827
ในสายตาของซิดนีย์
เขาเห็นว่าพอล โรเบสันถูกหยามเหยียดแค่ไหน

601
00:32:31,910 --> 00:32:33,662
และถูกกลั่นแกล้งแค่ไหน

602
00:32:34,246 --> 00:32:36,540
เวลาที่เราเห็นอะไรแบบนั้น

603
00:32:36,623 --> 00:32:38,041
(สไปค์ ลี)

604
00:32:39,334 --> 00:32:41,295
มันเหมือน… อาจกลายเป็นต้นแบบได้

605
00:32:41,879 --> 00:32:45,507
อ้อ ก็พยายามตั้งใจเรียนหน่อยแล้วกัน ซานตินี

606
00:32:45,591 --> 00:32:46,884
ผมตั้งใจอยู่ครับ

607
00:32:49,887 --> 00:32:51,138
(ปี 1955)

608
00:32:51,221 --> 00:32:54,308
นี่ มิลเลอร์ มานี่ก่อน
ขอคุยด้วยเดี๋ยวสิ มิลเลอร์

609
00:32:54,391 --> 00:32:55,976
หนังเรื่องไหนนะ Blackboard Jungle ไหม

610
00:32:56,059 --> 00:32:56,935
(กำกับโดยริชาร์ด บรูคส์)

611
00:32:57,019 --> 00:32:58,187
ที่เขาขอให้คุณเซ็นคำสาบานสวามิภักดิ์

612
00:32:58,270 --> 00:33:00,022
- หลายครั้งเลย
- ทำไมกัน

613
00:33:00,105 --> 00:33:01,440
(สัมภาษณ์ทางวิทยุกับสตัดส์ เทอร์เคิล)

614
00:33:01,523 --> 00:33:03,942
ผมว่าหลักๆ เป็นเพราะ
ผมรู้จักกับพอล โรเบสัน

615
00:33:04,026 --> 00:33:07,446
และผมก็ไม่ได้เก็บความชื่นชมที่มีต่อเขา
เป็นความลับอะไร

616
00:33:07,529 --> 00:33:10,782
แค่นั้นก็เหมือนจะพอให้ผมต้องสงสัยแล้ว

617
00:33:11,408 --> 00:33:13,118
นี่ ไม่ต้องมาถ่อมตัวกับฉัน มิลเลอร์

618
00:33:13,202 --> 00:33:14,536
แกรู้ว่าแกเก่งกว่าคนอื่นๆ

619
00:33:14,620 --> 00:33:16,371
ฉลาดกว่าคนอื่นๆ ในห้องนั้น

620
00:33:16,455 --> 00:33:17,664
- ผมเหรอ
- ใช่

621
00:33:18,248 --> 00:33:19,958
และทุกห้องก็ต้องมีผู้นำ

622
00:33:20,042 --> 00:33:22,294
ชื่อพัวติเยร์ถูกตีพิมพ์ใน
Counterattack

623
00:33:22,377 --> 00:33:24,505
ซึ่งเป็นสิ่งพิมพ์เฝ้าระวัง
จากฝั่งอนุรักษ์นิยมขวาจัด…

624
00:33:24,588 --> 00:33:26,381
(ซิดนีย์ พัวติเยร์สนับสนุน
ขบวนการบังหน้าคอมมิวนิสต์)

625
00:33:26,465 --> 00:33:28,717
ซึ่งพยายามเปิดโปง
สัมพันธ์ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับฝ่ายซ้าย

626
00:33:28,800 --> 00:33:30,511
ของบุคคลมีชื่อเสียงชาวอเมริกันหลายคน

627
00:33:30,594 --> 00:33:34,014
เห็นชัดๆ ว่าต้องมีคนคอยจับตามองพัวติเยร์
ตลอดช่วง 1950

628
00:33:34,598 --> 00:33:37,059
ในตอนนั้น
วงการหนังก็มีการเมือง

629
00:33:37,142 --> 00:33:39,353
ซึ่งจะบังคับว่าถ้าเรายังอยากรับงานอยู่

630
00:33:39,436 --> 00:33:42,481
เราต้องพยายามรอมชอมมากๆ

631
00:33:42,564 --> 00:33:46,443
กับอำนาจใดก็ตามที่เอาชื่อคนใส่แบล็กลิสต์ได้

632
00:33:46,527 --> 00:33:47,528
คุณบอกว่า ไม่เซ็น

633
00:33:48,862 --> 00:33:49,988
ไปกันเถอะ พ่อคนฉลาด

634
00:33:50,614 --> 00:33:52,574
อ้าว เดี๋ยว เขาพูดถึงฉัน

635
00:33:53,075 --> 00:33:55,786
คุณกำลังจะเอาชีวิตในวงการ
และทุกอย่างไปขึ้นเขียง

636
00:33:55,869 --> 00:33:59,373
ใช่ แต่ เรื่องบางเรื่องเราก็ต้องปฏิเสธ

637
00:33:59,456 --> 00:34:03,168
หลักการในใจของผมสำคัญกว่า
การเล่นการเมืองในวงการ

638
00:34:03,919 --> 00:34:06,421
กล้านะ
คือขณะที่ทุกอย่างแขวนอยู่บนชะตา…

639
00:34:06,505 --> 00:34:07,339
(เดนเซล วอชิงตัน)

640
00:34:07,422 --> 00:34:08,924
เขาอาจโดนกีดกันไม่ให้ทำงาน

641
00:34:09,007 --> 00:34:13,262
ผมยังนึกภาพไม่ออกเลยว่า
การออกมาพูดความเห็นตรงๆ สมัยนั้นเป็นยังไง

642
00:34:15,681 --> 00:34:17,266
ในบรรดาคำสอนทั้งหมดของคุณพ่อ

643
00:34:17,349 --> 00:34:21,812
เรื่องที่ยังใช้ได้ยืนยาวที่สุด
คือคำสอนเรื่องว่าคนเราวัดค่ากันที่ไหน

644
00:34:22,312 --> 00:34:26,108
และค่าของคนจริงๆ อยู่ที่
เขาทำมาหาเลี้ยงลูกได้ดีเพียงใด

645
00:34:26,190 --> 00:34:30,237
เรื่องนั้นติดตัวผมราวกับสลักไว้ในสมอง

646
00:34:30,904 --> 00:34:32,947
ตอนนั้นผมยังไม่รู้ว่าชีวิตจะไปทางไหน

647
00:34:33,031 --> 00:34:36,243
แต่ผมรู้ว่าผมล้มเหลวไม่ได้

648
00:34:37,411 --> 00:34:39,996
นั่นเป็นตอนที่ผมได้รับโทรศัพท์จากริชาร์ด บรูคส์

649
00:34:40,080 --> 00:34:42,623
ให้ไปถ่าย Something of Value ในเคนยา

650
00:34:42,708 --> 00:34:45,835
จากนั้น อาชีพนักแสดงของผมจึงแจ้งเกิดจริงๆ

651
00:34:45,918 --> 00:34:49,380
ผมบอกตัวเองหรือเปล่าว่า
"ประเทศนี้กำลังจะตื่น

652
00:34:49,464 --> 00:34:52,259
และเริ่มรู้ตัวว่าความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
มันเลี่ยงไม่ได้"

653
00:34:52,342 --> 00:34:53,844
(ห้องรอของคนผิวขาว
ผู้โดยสารระหว่างรัฐ)

654
00:34:53,927 --> 00:34:55,429
ไม่ ผมไม่ได้บอก

655
00:34:55,512 --> 00:34:59,558
ทันทีที่มีเด็กนิโกรเดินเข้าไปในโรงเรียน

656
00:34:59,641 --> 00:35:02,311
พ่อแม่ที่รักลูกและยังมีเกียรติศักดิ์ศรีคนดีทุกคน…

657
00:35:02,394 --> 00:35:03,395
(ผู้พิพากษาลีแอนเดอร์ เปเรซ)

658
00:35:03,478 --> 00:35:06,899
ควรพาลูกผิวขาวของพวกเขา
ออกจากโรงเรียนที่บิดเบี้ยวเสีย

659
00:35:08,066 --> 00:35:10,360
ตอนนั้นยังเป็นอเมริกาเมื่อปี 1950…

660
00:35:10,444 --> 00:35:11,612
(ชั้นของคนดำ)

661
00:35:11,695 --> 00:35:12,696
ประเทศอเมริกาที่

662
00:35:12,779 --> 00:35:15,991
ไม่มีทางฝันถึงอาชีพนักแสดงอย่างนี้ได้เลย

663
00:35:16,074 --> 00:35:20,120
ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในประวัติศาสตร์การสร้างหนัง

664
00:35:20,204 --> 00:35:22,372
พระเอกผิวดำ

665
00:35:27,753 --> 00:35:30,589
ไม่ได้ยินที่เขาพูดเหรอ ไอ้นิโกร หุบปากไป

666
00:35:33,258 --> 00:35:34,676
(กำกับโดยสแตนลีย์ เครเมอร์)

667
00:35:34,760 --> 00:35:37,387
ขืนเรียกฉันว่านิโกรอีกคำนะ ไอ้โจ๊ก
ฉันฆ่าแกแน่

668
00:35:38,013 --> 00:35:39,223
ทำได้ก็ทำสิ

669
00:35:40,474 --> 00:35:41,892
ระวัง!

670
00:35:41,975 --> 00:35:43,894
(ปี 1958)

671
00:35:50,192 --> 00:35:53,529
ฉันคิดเสมอว่าเรามีสิ่งที่เชื่อมโยงกัน

672
00:35:53,612 --> 00:35:56,114
ระหว่างคนยิวกับคนดำ

673
00:35:56,198 --> 00:35:59,326
ตอนที่ได้ดู The Defiant Ones
โทนี่ เคอร์ทิสที่เป็นคนยิว…

674
00:35:59,409 --> 00:36:00,702
(บาร์บรา สไตรแซนด์)

675
00:36:00,786 --> 00:36:04,248
กับซิดนีย์ พัวติเยร์ซึ่งเป็นคนดำ…

676
00:36:04,331 --> 00:36:08,252
เขามีเคมีต่อกันเหมือน
คนที่ถูกกดขี่ล่ามโซ่ไว้เหมือนกัน

677
00:36:08,335 --> 00:36:10,838
เราเข้าใจเรื่องแบบนั้นผ่านดีเอ็นเอ

678
00:36:11,797 --> 00:36:14,925
The Defiant Ones
นั่นเป็นเรื่องแรกของเขาที่ฉันได้ดู

679
00:36:15,008 --> 00:36:16,927
คือมันสะเทือนความคิดมากค่ะ

680
00:36:17,010 --> 00:36:19,388
จนถึงวันนี้ฉันยังจำฉากที่เขาพูดกับโทนี่ เคอร์ทิส…

681
00:36:19,471 --> 00:36:20,472
(ฮัลลี แบร์รี)

682
00:36:20,556 --> 00:36:22,850
"ฉันมีเข็มทิ่มตัวอยู่นี่
อย่ามาเรียกฉันว่า 'ไอ้หนู'"

683
00:36:22,933 --> 00:36:25,769
เออ ฉันมีเข็มทิ่มตัวอยู่นี่เลย

684
00:36:25,853 --> 00:36:27,521
ฟังนะ ไอ้โจ๊ก อย่ามาเรียกฉันว่า "ไอ้หนู"

685
00:36:28,105 --> 00:36:30,190
นั่นเป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นกับตา

686
00:36:30,274 --> 00:36:34,820
ว่ามีคนดำที่ลุกขึ้นมาใช้พลังในตัวเอง
และเรียกความเคารพนับถือ

687
00:36:35,320 --> 00:36:36,738
จากคนขาวในโลกภาพยนตร์

688
00:36:36,822 --> 00:36:40,701
จังหวะนั้นในหนัง
ตอนที่ซิดนีย์ตัดสินใจว่า…

689
00:36:44,580 --> 00:36:47,082
จะสละสิ่งที่อาจเป็นจังหวะอิสรภาพ…

690
00:36:47,165 --> 00:36:48,417
มาเร็ว!

691
00:36:48,500 --> 00:36:51,461
ฉันวิ่งไม่ไหว! วิ่งไม่ไหวแล้ว!

692
00:36:51,545 --> 00:36:53,255
เพื่อช่วยเพื่อนผิวขาวของเขา…

693
00:36:58,927 --> 00:37:02,973
เป็นสิ่งที่คนดำยังไม่ชอบ
และยังไม่เชื่ออยู่ดีครับ

694
00:37:03,473 --> 00:37:04,808
เป็นจังหวะคนดำในอุดมคติ

695
00:37:04,892 --> 00:37:07,561
ซึ่งก็น่าจะเป็นตัวละครซ้ำที่เกิดขึ้น…

696
00:37:07,644 --> 00:37:10,606
The Defiant Ones เป็นหนึ่งในเรื่องที่
เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด

697
00:37:10,689 --> 00:37:14,484
ของการที่ตัวละครผิวดำต้องสละประโยชน์ส่วนตน

698
00:37:14,568 --> 00:37:15,903
หรือเสี่ยงอะไรบางอย่าง

699
00:37:15,986 --> 00:37:17,529
หรือพยายามจนเกินตัว

700
00:37:17,613 --> 00:37:20,657
เพื่อช่วยตัวละครผิวขาวที่กำลังจนตรอก

701
00:37:20,741 --> 00:37:26,413
นั่นเป็นตัวละครซ้ำกลุ่มใหญ่
ในการเล่าเรื่องของฮอลลีวูดมานานมาก

702
00:37:26,914 --> 00:37:29,333
สำหรับพวกเขา นี่เป็นวิธีหนึ่งที่จะ

703
00:37:29,416 --> 00:37:32,169
แสดงให้เห็นว่าคนดำมีความเป็นมนุษย์
และมีมนุษยธรรม

704
00:37:32,252 --> 00:37:33,921
แม้ในยามที่พวกเขาต้องเดือดร้อน

705
00:37:35,047 --> 00:37:38,634
แต่สำหรับคนดำแล้วกลับดูเหมือน
"โย่ คนพวกนี้ไร้ค่าจะตาย"

706
00:37:38,717 --> 00:37:41,637
ผมก็ตั้งคำถามกับเรื่องนั้นนิดหน่อยนะ

707
00:37:42,304 --> 00:37:44,848
"ถ้าเป็นเราจะทำยังไง" นึกออกไหม

708
00:37:47,226 --> 00:37:48,727
แต่ก็อาจจะกระโดดลงมาเหมือนกัน

709
00:37:50,145 --> 00:37:52,439
เราสองคนผ่านเรื่องราวมากมาย
ถูกล่ามเข้าไว้ด้วยกัน

710
00:37:54,191 --> 00:37:56,068
ฉันไม่ยอมให้นายตายไปคนเดียวหรอก

711
00:37:57,027 --> 00:37:58,654
เจมส์ บอลด์วินมาออกรายการ

712
00:37:58,737 --> 00:37:59,571
(เจมส์ บอลด์วิน)

713
00:37:59,655 --> 00:38:02,282
เขาบอกว่า "Defiant Ones เหรอ
อ๋อ ชนชั้นกลางผิวขาวชอบน่ะเรื่องนั้น

714
00:38:02,366 --> 00:38:03,951
แต่แถวอัพทาวน์ ในชุมชนผิวดำ

715
00:38:04,034 --> 00:38:06,245
ทุกคนตะโกนว่า
'กลับขึ้นรถไฟไป ไอ้โง่!'"

716
00:38:06,870 --> 00:38:08,247
คุณจะมีปฏิกิริยายังไง

717
00:38:08,330 --> 00:38:09,915
ผมไม่มีปฏิกิริยาอะไรทั้งนั้น

718
00:38:09,998 --> 00:38:12,584
คือว่าตอนนั้นหนังเรื่องนั้น
เป็นหนังที่ปฏิวัติวงการ

719
00:38:12,668 --> 00:38:14,044
- ก็จริง
- นึกออกไหม

720
00:38:14,127 --> 00:38:16,964
ทุกวันนี้คนก็ยังนับว่าเป็นหนังที่ปฏิวัติวงการ

721
00:38:17,756 --> 00:38:19,424
เราก็ยังพอไปกันไหวนะ ไอ้โจ๊ก

722
00:38:19,508 --> 00:38:20,509
จริง

723
00:38:22,302 --> 00:38:23,929
Defiant Ones เป็นภาพยนตร์ที่

724
00:38:24,012 --> 00:38:26,849
ช่วยส่งให้ซิดนีย์ พัวติเยร์
เป็นดาราดังอย่างที่เรารู้จักเขา

725
00:38:26,932 --> 00:38:28,851
ในฐานะนักแสดงทรงพลังสุดยอด

726
00:38:28,934 --> 00:38:32,312
คู่กับโทนี่ เคอร์ทิส
ชื่อของทั้งสองขึ้นก่อนชื่อหนังอีก

727
00:38:32,396 --> 00:38:35,649
ซึ่งนั่นคือสัญลักษณ์ว่า
ได้มาเป็นพระเอกฮอลลีวูดเต็มตัว

728
00:38:35,732 --> 00:38:37,234
(โทนี่ เคอร์ทิส - ซิดนีย์ พัวติเยร์)
(The Defiant Ones)

729
00:38:37,317 --> 00:38:39,987
คุณพ่อกับโทนี่ เคอร์ทิส
ได้รับเสนอชื่อชิงออสการ์ทั้งคู่

730
00:38:40,070 --> 00:38:43,156
นั่นเป็นครั้งแรกที่คนดำได้รับเสนอชื่อชิงออสการ์

731
00:38:43,240 --> 00:38:44,491
นับตั้งแต่แฮทตี้ แมคแดเนียล

732
00:38:44,575 --> 00:38:46,910
การที่พ่อของฉันได้กลับบ้านมา
พร้อมกับป้ายทองเหลือง

733
00:38:46,994 --> 00:38:50,581
ที่เขียนว่าเขาได้รับการเสนอชื่อ
และสามารถเอาประดับผนังบ้านได้

734
00:38:50,664 --> 00:38:51,957
เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับพ่อค่ะ

735
00:38:53,041 --> 00:38:55,002
ความสนใจที่เขาได้รับจากสื่อ

736
00:38:55,085 --> 00:38:57,671
ทั้งการเขียนถึงประวัติเขา
การได้ขึ้นปกนิตยสาร…

737
00:38:57,754 --> 00:39:00,716
เขาได้ขึ้นปกนิตยสาร Ebony
ตอนนั้นเห็นชัดๆ ว่าเขากำลังขึ้นมาเป็นดาวเด่น

738
00:39:03,760 --> 00:39:06,388
เขาเป็นคนที่งดงามมากในหลายๆ ทาง

739
00:39:06,471 --> 00:39:08,640
ก่อนอื่นเลย รอยยิ้มนั่นมันอะไรกัน

740
00:39:08,724 --> 00:39:11,560
อีกทีก็แบรนโดแล้วมั้ย ไม่ไหวนะ

741
00:39:15,856 --> 00:39:18,483
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ซิดนีย์หน้าตาดีมาก

742
00:39:18,567 --> 00:39:21,987
คือเขาเป็นเหมือนหน้ากากโยรูบาเดินได้

743
00:39:22,070 --> 00:39:24,114
นึกที่พูดออกไหม เหมือนเครื่องสัมฤทธิ์เบนิน

744
00:39:24,698 --> 00:39:25,908
หน้าเขางามเหมือนรูปปั้นมาก

745
00:39:25,991 --> 00:39:28,827
เขาเหมือนสัตว์โลกที่งดงามน่ะ

746
00:39:28,911 --> 00:39:32,497
ฉันอยากแต่งงานกับซิดนีย์ พัวติเยร์
นึกออกไหม

747
00:39:32,581 --> 00:39:37,920
เขาเป็นต้นแบบในหัวฉันเลยว่า
ผู้ชายผิวดำไร้ที่ติจะเป็นแบบไหน

748
00:39:38,003 --> 00:39:39,546
ซิดนีย์มีความเชื่อมั่น

749
00:39:40,047 --> 00:39:45,010
เขาเข้าใจเรื่องของการสร้างภาพ
พลังของการสร้างภาพ

750
00:39:45,677 --> 00:39:47,804
ฉันเคยเจอคนร้องไห้

751
00:39:47,888 --> 00:39:49,723
เห็นผู้หญิงกรี๊ดกร๊าด

752
00:39:49,806 --> 00:39:51,892
แม้แต่สามีของพวกนั้นก็กรี๊ดกร๊าด

753
00:39:51,975 --> 00:39:56,438
ฉันเห็นทุกคนแทบจะละลาย
เมื่ออยู่ต่อหน้าคุณพ่อค่ะ

754
00:39:57,022 --> 00:40:00,817
เขาช่างสง่า ร่างสูงราวรูปปั้น

755
00:40:00,901 --> 00:40:04,780
เขาเหมือนกับ "ว้าว"
ดาราหนังทุกคนควรจะทำให้ "ว้าว"

756
00:40:08,867 --> 00:40:11,787
ผมเล่นเรื่อง Raisin in the Sun ปี 1959
ผมจึงได้รู้จักซิดนีย์ค่อนข้างสนิทเลย

757
00:40:11,870 --> 00:40:13,038
(ลูอิส กอสเซตต์ จูเนียร์)

758
00:40:13,121 --> 00:40:14,748
เราได้ทำความรู้จักกันดีมาก

759
00:40:18,961 --> 00:40:20,879
คนดำทุกคนเคยอ่าน Raisin in the Sun

760
00:40:20,963 --> 00:40:23,257
เพราะนั่นเป็นหนึ่งในบทละครที่เราต้องอ่าน

761
00:40:23,340 --> 00:40:25,551
ตอนที่เขาเริ่มยอมให้เรา
อ่านเรื่องของคนดำในโรงเรียน

762
00:40:33,600 --> 00:40:37,312
ซิดนีย์ซื้อเสื้อคลุมขนมิงค์อะไรแบบนั้นให้ฉัน

763
00:40:37,813 --> 00:40:40,107
ฉันบอกว่า "จะเอาเสื้อมิงค์ไปทำอะไร

764
00:40:40,190 --> 00:40:41,650
ฉันแค่อยาก…"

765
00:40:42,192 --> 00:40:45,028
ฉันเลยเอาไปคืนที่ห้างแล้วเอาเป็นเงินมา

766
00:40:45,112 --> 00:40:48,240
แล้วก็เอาไปลงทุนในละครเวที
เรื่อง Raisin in the Sun

767
00:40:48,323 --> 00:40:50,492
ฉันกลายเป็นนายทุนรายใหญ่สุด

768
00:40:50,576 --> 00:40:53,620
ในละครเรื่องที่เขาเล่นที่บรอดเวย์

769
00:40:54,246 --> 00:40:55,831
ผมเคยเล่นบรอดเวย์มาก่อนแล้ว

770
00:40:55,914 --> 00:40:57,791
ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าจะออกมาดีหรือแย่

771
00:40:57,875 --> 00:40:58,709
แต่รู้สึกดีนะ

772
00:40:58,792 --> 00:41:01,378
พอพักหลังจากองก์แรก
ตอนที่เขาปิดม่าน

773
00:41:01,461 --> 00:41:02,629
เงียบจนแทบได้ยินเสียงเข็มหล่น

774
00:41:03,213 --> 00:41:05,090
เรานึกว่าคนไม่ชอบแล้ว

775
00:41:05,174 --> 00:41:07,384
กว่าจะไปถึงตอนพักครั้งที่สอง

776
00:41:07,926 --> 00:41:12,431
คนดูใจจดจ่ออยู่กับเราเสียจนเมื่อละครจบ

777
00:41:13,098 --> 00:41:14,349
พวกเขาถึงกับ…

778
00:41:14,433 --> 00:41:18,145
หายใจกันเข้าไปหน่อย
แล้วคนก็ตะโกนว่า "ไชโย!"

779
00:41:18,228 --> 00:41:19,313
มันสุดยอดเลย

780
00:41:20,063 --> 00:41:22,316
ผมรู้แน่ว่าผมเกิดมาเพื่อเป็นนักแสดง

781
00:41:22,399 --> 00:41:23,817
(ละครเวทียอดเยี่ยม
รางวัลวงการนักวิจารณ์ละครเวทีนิวยอร์ก)

782
00:41:23,901 --> 00:41:25,736
ตอนที่ม่านปิดลงมาเมื่อคืนปฐมฤกษ์ในนิวยอร์ก

783
00:41:25,819 --> 00:41:28,155
หลังจากที่เกิดความกังขาอะไรสั่งสมไว้มากมาย

784
00:41:28,238 --> 00:41:29,948
ตั้งแต่การพบกันโดยไม่ได้นัดหมายครั้งนั้น

785
00:41:30,032 --> 00:41:33,202
ระหว่างตัวผมกับคุณผู้ชายคนนั้น
ที่อเมริกันนิโกรเธียเตอร์

786
00:41:33,285 --> 00:41:35,412
ตอนที่เขาไล่ผมออกมาและปิดประตูไล่หลัง

787
00:41:35,996 --> 00:41:38,123
คืนนั้นผมถึงได้รู้แน่

788
00:41:38,207 --> 00:41:42,586
ว่าผมเพิ่งได้ทำความรู้จักอย่างเป็นทางการ
กับพรสวรรค์ที่แท้จริงของผม

789
00:41:42,669 --> 00:41:43,837
ผมเป็นนักแสดง

790
00:41:45,631 --> 00:41:47,382
ฉันก็มีแผนนะ สหาย

791
00:41:47,466 --> 00:41:48,467
(ปี 1961)

792
00:41:48,550 --> 00:41:51,094
ฉันมีแผนที่จะพลิกเมืองนี้จากหน้ามือเป็นหลังมือ

793
00:41:51,178 --> 00:41:52,179
เข้าใจที่พูดไหม

794
00:41:52,262 --> 00:41:53,096
(กำกับโดย แดเนียล พีทรี)

795
00:41:53,180 --> 00:41:54,765
แล้วก็มีการทำหนังในปีต่อมา

796
00:41:54,848 --> 00:41:56,600
ซึ่งทำให้ละครเรื่องนี้ได้มีผู้ชมกว้างขวางขึ้นเยอะ

797
00:41:56,683 --> 00:41:59,061
นั่นถือเป็นการแสดงที่น่าตื่นเต้นที่สุด
เรื่องหนึ่งของพัวติเยร์

798
00:41:59,144 --> 00:42:02,940
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่นั่นเป็น
บทที่เขียนโดยชาวแอฟริกันอเมริกัน

799
00:42:03,023 --> 00:42:05,025
ระหว่างความปั่นป่วนในช่วงต้นของ
การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน

800
00:42:05,108 --> 00:42:06,443
แตกต่างจากบทก่อนๆ หน้านี้

801
00:42:06,527 --> 00:42:09,404
ซึ่งเขียนโดยนักเขียนบทที่เป็น
ชายผิวขาวสายเสรีนิยม

802
00:42:09,488 --> 00:42:10,864
ลอร์เรน แฮนส์แบร์รีสามารถเจาะสู่…

803
00:42:10,948 --> 00:42:11,949
(ลอร์เรน แฮนส์แบร์รี)

804
00:42:12,032 --> 00:42:13,700
ความจริงแท้แน่นอนส่วนหนึ่ง
ของประสบการณ์ความเป็นคนดำ

805
00:42:13,784 --> 00:42:15,827
แบบที่ไม่มีนักเขียนบทละครคนไหน
ในฮอลลีวูดทำได้

806
00:42:15,911 --> 00:42:19,790
- ฉันรู้ว่าแกกำลังทำตัวยุ่งมาก
- วอลเตอร์ ขอละ

807
00:42:21,208 --> 00:42:24,169
ฉันรู้ว่าโลกนี้ไม่มีอะไร
ยุ่งมากไปกว่าพวกเด็กมหาลัยผิวดำ…

808
00:42:24,253 --> 00:42:25,295
(ลูอิส กอสเซตต์ จูเนียร์)

809
00:42:25,379 --> 00:42:27,297
ติดเข็มกลัดบอกบ้านและใส่รองเท้าขาว

810
00:42:27,381 --> 00:42:28,215
โธ่ วอลลี่

811
00:42:28,298 --> 00:42:30,926
ฉันเห็นแกเหน็บหนังสือไว้ใต้วงแขนตลอดเวลา

812
00:42:31,009 --> 00:42:33,136
จะรีบไปเรียน

813
00:42:33,762 --> 00:42:36,473
ไปที่นั่นเขาสอนอะไรบ้างล่ะ
เขาเอาอะไรใส่หัวแกไว้บ้าง

814
00:42:36,557 --> 00:42:40,769
เพดานของโอกาสที่คนผิวดำจะได้รับ

815
00:42:40,853 --> 00:42:44,231
โดยเฉพาะชายผิวดำที่ค่อนข้างก้าวร้าวในยุคนั้น…

816
00:42:44,314 --> 00:42:46,733
มันมีอยู่จริง และเรา…
เขาสวมบทบาทให้เราเห็นได้จริง

817
00:42:46,817 --> 00:42:50,529
เท่ากับเราเห็นความแตกต่างชัดเจนมากระหว่าง
ซิดนีย์ใน Raisin in the Sun

818
00:42:50,612 --> 00:42:53,991
กับ สมมตินะ
พวกหนุ่มๆ ใน Boyz n the Hood

819
00:42:54,074 --> 00:42:56,827
จะบอกให้นะ เพื่อน
แกมันเอาแต่คิดขมขื่นกับตัวเอง

820
00:42:58,620 --> 00:43:00,372
แล้วแกล่ะ แกไม่ขมขื่นหรือไง

821
00:43:00,873 --> 00:43:04,376
แกไม่เคยเห็นดาวที่แกเองก็คว้าไม่ได้เหรอ

822
00:43:05,419 --> 00:43:06,420
ฉันพูดถึง…

823
00:43:09,131 --> 00:43:10,132
ขมขื่นเหรอ

824
00:43:11,049 --> 00:43:14,386
ฉันเดือดเป็นภูเขาไฟ
ฉันเป็นยักษ์ที่รอบตัวมีแต่มดปลวก

825
00:43:14,469 --> 00:43:17,306
มดที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันพูดถึงอะไร ว่างั้นเป็นไงล่ะ

826
00:43:17,389 --> 00:43:20,726
เป็นงานศิลป์ครับ ที่สร้างจังหวะนั้นขึ้นมา
และรู้ว่าเราจะทำอะไร

827
00:43:20,809 --> 00:43:22,477
รู้ว่ากล้องจะหันไปทางไหน

828
00:43:22,561 --> 00:43:23,729
แล้วต้องจำหมดว่าต้องไปตรงไหนบ้าง

829
00:43:23,812 --> 00:43:25,480
เขารู้เรื่องทุกอย่างได้เป็นอย่างดี

830
00:43:25,564 --> 00:43:28,483
ยากมากนะที่จะไม่เลียนแบบชายคนนั้น

831
00:43:36,950 --> 00:43:38,368
(ปี 1961)

832
00:43:38,452 --> 00:43:40,746
(กำกับโดยมาร์ติน ริตต์)

833
00:43:41,330 --> 00:43:43,165
ครั้งแรกที่ผมน่าจะได้เจอซิดนีย์

834
00:43:43,248 --> 00:43:44,541
ผมคงยังต้องเด็กมาก

835
00:43:44,625 --> 00:43:47,503
เพราะเขากับน้าไดแอนน์คบกันอยู่

836
00:43:47,586 --> 00:43:48,837
ผมน่าจะอายุห้าขวบ

837
00:43:49,338 --> 00:43:52,216
ผมมารู้เรื่องความสัมพันธ์ครั้งนั้นของเขาจริงๆ…

838
00:43:52,299 --> 00:43:53,300
(เลนนี่ คราวิตซ์)

839
00:43:53,383 --> 00:43:57,554
ตอนที่อ่านหนังสือของซิดนีย์
เมื่อโตขึ้นมากแล้ว

840
00:43:58,180 --> 00:44:02,935
เพราะตอนนั้นน้าไดแอนน์ก็ไม่ค่อยพูดถึงหรอก

841
00:44:03,435 --> 00:44:07,648
แต่เมื่อผมโตขึ้น ก็มีเรื่องที่เราคุยกันบ้าง

842
00:44:08,440 --> 00:44:09,942
ตอนนี้ก็น่าจะพูดได้แล้ว

843
00:44:10,692 --> 00:44:13,487
ผมก็ประหลาดใจเพราะ
ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าเขาคบกันแบบนั้น

844
00:44:14,029 --> 00:44:16,323
มีความรู้สึกอะไรมากมาย

845
00:44:17,449 --> 00:44:18,575
- คุณงามเหลือเกิน
- เหรอ

846
00:44:18,659 --> 00:44:19,826
ใช่สิ

847
00:44:19,910 --> 00:44:21,828
คุณทำให้ผมรู้สึกงดงาม

848
00:44:22,329 --> 00:44:24,164
ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนธรรมดาเวลาอยู่กับคุณ

849
00:44:24,248 --> 00:44:27,459
ฉันรู้สึกเป็นคนพิเศษมากๆ

850
00:44:27,543 --> 00:44:29,545
เป็นหนังที่เซ็กซี่มากเลยนะ

851
00:44:29,628 --> 00:44:31,922
หนังขาวดำมันสวยแบบนั้น

852
00:44:32,005 --> 00:44:34,091
ปารีส เมืองมันก็สวยแบบนั้น

853
00:44:34,174 --> 00:44:37,594
เราลงไปในอุโมงค์…
อุโมงค์ที่เล่นเพลงแจ๊สน่ะ นึกออกไหม

854
00:44:37,678 --> 00:44:38,846
ในนั้นมีทั้งพอล นิวแมน

855
00:44:40,013 --> 00:44:41,723
แล้วก็มีน้าไดแอนน์ของผม

856
00:44:41,807 --> 00:44:46,562
ซึ่งเป็นผู้หญิงงามจับตาที่สุด
เท่าที่เห็นในหนังเรื่องนั้น

857
00:44:46,645 --> 00:44:49,231
เขากับไดแอนน์ แคร์รอลเป็น
หนึ่งในคู่รักที่งดงามที่สุด

858
00:44:49,314 --> 00:44:50,566
ในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์

859
00:44:50,649 --> 00:44:51,859
ทั้งสองใส่เสื้อโค้ทกันลมตัวสวย

860
00:44:51,942 --> 00:44:53,944
แล้วก็เดินกันทั่วปารีสตลอดคืน

861
00:44:54,027 --> 00:44:57,322
ประคารมกันเรื่องการเคลื่อนไหว
เพื่อสิทธิมนุษยชนและเรื่องความรัก

862
00:44:57,406 --> 00:45:00,242
คุณลองมาอยู่ที่ปารีสสักระยะ
พักกายเสียหน่อย

863
00:45:00,325 --> 00:45:02,703
นั่งกินอาหารกลางวันโดยไม่ต้องถูกตีหัว

864
00:45:02,786 --> 00:45:04,830
แล้ววันหนึ่งคุณจะตื่นขึ้นมา
มองข้ามมหาสมุทรไป

865
00:45:04,913 --> 00:45:06,290
แล้วจะบอกว่า "ใครต้องการที่นั่นกัน"

866
00:45:06,790 --> 00:45:10,794
ยิ่งพัวติเยร์กลายเป็น
สัญลักษณ์ของคนทั้งประเทศ

867
00:45:10,878 --> 00:45:13,255
เขากลับกำลังต้องเจอวิกฤตในเรื่องส่วนตัว

868
00:45:13,338 --> 00:45:14,339
ในทางหนึ่ง

869
00:45:14,423 --> 00:45:16,967
เขารู้สึกรักและผูกพัน
กับไดแอนน์ แคร์รอลอย่างรุนแรง

870
00:45:17,050 --> 00:45:18,969
ซึ่งเป็นสิ่งที่เขารู้สึกว่าหายไปจากชีวิตสมรส

871
00:45:19,052 --> 00:45:20,512
แต่อีกทางหนึ่ง เขาเป็นพ่อคน

872
00:45:20,596 --> 00:45:23,182
และเขายังจำคำสอนของเรจินัลด์ พัวติเยร์
คุณพ่อของเขา

873
00:45:23,265 --> 00:45:25,767
ที่บอกว่าคุณค่าของคนอยู่ที่
การหาเลี้ยงครอบครัวให้ได้

874
00:45:25,851 --> 00:45:29,188
เขาจะละทิ้งคุณค่าเหล่านั้น
และไปมีสัมพันธ์ต้องห้ามนี้เหรอ

875
00:45:29,897 --> 00:45:31,648
ผมปล่อยคุณไปไม่ได้

876
00:45:32,858 --> 00:45:34,234
งั้นก็ไปกับฉันสิ

877
00:45:35,402 --> 00:45:37,654
เมื่อจบช่วงการถ่ายทำ Paris Blues

878
00:45:37,738 --> 00:45:39,281
ทั้งคู่ก็ยังคงอยู่ในสภาวะไม่แน่ไม่นอน

879
00:45:39,364 --> 00:45:41,241
ยังไม่แน่ใจว่าก้าวต่อไปของชีวิตจะเป็นอย่างไร

880
00:45:41,325 --> 00:45:43,285
ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะยังคบกันต่อไหม

881
00:45:43,368 --> 00:45:46,330
ไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไร
กับสถานการณ์ครอบครัวในวงกว้าง

882
00:45:46,830 --> 00:45:49,249
เขายุ่ง เขาบอกว่าเขาต้องไปละ

883
00:45:49,333 --> 00:45:52,920
เขามาอยู่ที่บ้านไม่ได้

884
00:45:53,003 --> 00:45:56,673
เพราะเขาต้องซื้อห้องชุดอีกแห่ง
เพื่อจะได้เขียนหนังสือ

885
00:45:56,757 --> 00:45:59,092
ช่วงนั้นเขาเริ่มเขียนหนังสืออะไรอย่างนั้น

886
00:45:59,676 --> 00:46:02,012
และ แน่นอน กลายเป็นว่า

887
00:46:02,095 --> 00:46:04,765
ความจริงเป็นเรื่องอื่น

888
00:46:04,848 --> 00:46:08,060
ไม่ใช่อย่างที่เขาพูด

889
00:46:15,025 --> 00:46:17,236
ฟรีด้อมนาวมูฟเมนท์ ฟังผม

890
00:46:17,319 --> 00:46:19,446
(เอาสิทธิมนุษยชนมา!
มาเดินขบวนเพื่อเสรีภาพกัน!)

891
00:46:19,530 --> 00:46:21,865
เราอยากขอให้ประชากรทุกคนย้ายไปที่วอชิงตัน

892
00:46:21,949 --> 00:46:23,325
จะไปด้วยเครื่องบิน รถหรือรถโดยสารก็ได้

893
00:46:23,408 --> 00:46:24,743
(เดินขบวนที่วอชิงตัน
เพื่อให้ได้งานและได้เสรีภาพ!)

894
00:46:24,826 --> 00:46:26,203
ไปทางไหนก็ได้ทั้งนั้น

895
00:46:29,331 --> 00:46:31,959
(ผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกทิศทาง)

896
00:46:35,337 --> 00:46:38,882
คนดำก็ต้องการสิ่งเดียวกัน
กับที่ประชากรผิวขาวได้อยู่แล้ว

897
00:46:38,966 --> 00:46:40,300
อยากได้สิทธิเท่าเทียมกัน

898
00:46:40,384 --> 00:46:43,011
เสรีภาพ! เสรีภาพ!

899
00:46:52,312 --> 00:46:56,275
(การเดินขบวนที่วอชิงตัน)
(ปี 1963)

900
00:46:56,358 --> 00:46:59,403
จุดประสงค์ของการประท้วงครั้งนี้คือ
แสดงการสนับสนุน

901
00:46:59,486 --> 00:47:02,281
กฎหมายสิทธิมนุษยชนของ
ประธานาธิบดีเคนเนดี้

902
00:47:02,364 --> 00:47:05,242
ที่จริงพวกเราคือขบวนคนดำทางใต้

903
00:47:05,325 --> 00:47:07,619
จนกระทั่งเดือนสิงหาคมปี 1963

904
00:47:07,703 --> 00:47:08,996
(ใช้ชีวิตและทำงานร่วมกัน)

905
00:47:09,079 --> 00:47:12,040
ไม่ใช่แค่การที่ดร.คิงพูดถึงความฝัน

906
00:47:12,124 --> 00:47:14,251
ของชาวแอฟริกันอเมริกันทางใต้

907
00:47:14,334 --> 00:47:19,131
แต่เป็นเพราะดาราฮอลลีวูดเข้าร่วมด้วย

908
00:47:35,606 --> 00:47:40,027
แฮร์รี่กับซิดนีย์ พัวติเยร์ทำให้เรื่องนี้
กลายเป็นเรื่องระดับโลก

909
00:47:40,110 --> 00:47:42,279
และตอนนั้น
มาร์ติน ลูเธอร์ คิงยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ

910
00:47:44,281 --> 00:47:47,075
ดร.คิงไม่ได้รู้จักมาร์ลอน แบรนโด

911
00:47:48,285 --> 00:47:50,370
เขาไม่ได้รู้จักพอล นิวแมน

912
00:47:51,496 --> 00:47:55,792
ดาราฮอลลีวูดที่มาเดินขบวนร่วมกับดร.คิง

913
00:47:55,876 --> 00:48:00,047
มาเพราะซิดนีย์กับแฮร์รี่
เขามาเพราะตรงนั้น

914
00:48:00,130 --> 00:48:01,924
วันนี้ผมสังเกตอยู่ทั้งวัน

915
00:48:02,007 --> 00:48:04,343
ในการปราศรัยของทุกคนและป้ายเกือบทุกใบ

916
00:48:04,426 --> 00:48:07,888
ผมเห็นหรือได้ยินคำว่า "เดี๋ยวนี้ๆ" ซ้ำๆ

917
00:48:07,971 --> 00:48:08,972
- ยืนยันหนักแน่น
- เดี๋ยวนี้!

918
00:48:09,056 --> 00:48:13,185
ความเร่งเร้าที่เห็นได้ชัดในวันนี้
ปุดๆ อยู่ในใจผมส่วนตัวมานานแล้ว

919
00:48:13,268 --> 00:48:14,478
ตลอดเวลาหลายปี

920
00:48:14,561 --> 00:48:17,022
อย่างน้อยก็หลายปีตั้งแต่ผมเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่

921
00:48:17,105 --> 00:48:19,066
ผมเริ่มสนใจในการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

922
00:48:19,149 --> 00:48:20,901
เพราะความจำเป็นที่ต้องเอาชีวิตรอด

923
00:48:20,984 --> 00:48:25,489
และผมว่าผมเริ่มสนใจเรื่องนี้ตั้งแต่
เมื่อหลายปีก่อน

924
00:48:25,572 --> 00:48:29,326
แต่ไม่เคยสนใจอย่างหนักและจริงจัง
เท่ากับที่สนใจอยู่ในตอนนี้

925
00:48:29,409 --> 00:48:30,994
ทุกท่าน ผมคิดว่าถึงเวลาที่เรา…

926
00:48:31,078 --> 00:48:33,789
ในแง่ของการต่อสู้เพื่อสังคมของซิดนีย์
ผมไม่เพียงแต่ประทับใจ

927
00:48:33,872 --> 00:48:35,249
ผมได้แรงบันดาลใจจากเขาเลย…

928
00:48:35,332 --> 00:48:36,333
(โรเบิร์ต เรดฟอร์ด)

929
00:48:36,416 --> 00:48:38,961
เพราะผมคิดว่า
"โห เราก็ทำได้นะ ในแบบของเรา

930
00:48:39,044 --> 00:48:41,922
เราคงต้องหาทางของเราเอง
แต่เราก็ทำได้ นึกออกไหม

931
00:48:42,005 --> 00:48:44,216
เรามีสิทธิ์มีเสียง เราใช้เสียงได้"

932
00:48:44,299 --> 00:48:46,134
เขาต้องต่อสู้กับความเสี่ยงมากมาย

933
00:48:46,218 --> 00:48:48,345
เพราะเขาจะถูกคนกล่าวหาและบอกว่า

934
00:48:48,428 --> 00:48:49,471
"เป็นใครถึงกล้าจะออกมาพูด"

935
00:48:49,555 --> 00:48:51,014
มันไม่ยุติธรรม

936
00:48:51,098 --> 00:48:53,350
เขาก็มีเสียง เขามีสิทธิ์ทุกประการที่จะพูด

937
00:48:53,433 --> 00:48:55,352
เขาได้เสียงนั้นมาแล้ว

938
00:48:55,435 --> 00:48:58,188
และแค่เพราะเขาเป็นนักแสดง
ไม่ได้แปลว่าเขาออกความเห็นการเมืองไม่ได้

939
00:48:58,689 --> 00:49:03,193
แต่น่าเสียดาย
ในสายตาของชาวอเมริกันทั่วไป

940
00:49:04,069 --> 00:49:07,030
พวกเขาไม่สามารถเข้าใจผมได้เลย

941
00:49:07,739 --> 00:49:10,742
บางครั้งผมจะโมโห

942
00:49:10,826 --> 00:49:14,454
เพราะนั่นแปลว่าผมจะไม่สามารถเปลี่ยน

943
00:49:14,955 --> 00:49:17,666
ท่าทีหรือมุมมองที่เอาเปรียบคนดำ

944
00:49:18,250 --> 00:49:20,711
ณ จุดนั้นฮอลลีวูดยังไม่พร้อม

945
00:49:20,794 --> 00:49:23,672
ที่จะมีดาราผิวดำมากกว่าหนึ่งคนด้วยซ้ำ

946
00:49:23,755 --> 00:49:26,258
มีดาราผิวดำหนึ่งคนแล้วไง
ก็มีนักแสดงผิวดำคนอื่นๆ นะ

947
00:49:26,341 --> 00:49:27,342
(ปาร์ตี้ส่วนตัว)

948
00:49:27,426 --> 00:49:30,345
แต่ส่วนใหญ่แล้วนี่เป็นวงการที่อนุรักษ์นิยม

949
00:49:30,429 --> 00:49:32,389
เราต้องบีบให้พวกเขายอมรับแนวคิดก้าวหน้า

950
00:49:32,472 --> 00:49:33,932
แถมยังต้องใช้เวลานานมาก

951
00:49:34,433 --> 00:49:36,894
คือเอาเข้าใจไม่มีคนคิดจะปั้น

952
00:49:36,977 --> 00:49:39,188
ซิดนีย์ พัวติเยร์คนต่อไป
นึกที่ผมพูดออกไหม

953
00:49:39,271 --> 00:49:41,398
ซิดนีย์เหมือน เขาเหมือนเป็นตึกสำเร็จรูป

954
00:49:41,481 --> 00:49:44,484
เนี่ยมีตึกซิดนีย์ พัวติเยร์ที่สร้างเสร็จแล้ว
ใหญ่เป็นเมทริกซ์ทั้งอัน

955
00:49:44,568 --> 00:49:46,195
และด้วยความเหยียดเชื้อชาติสีผิว

956
00:49:46,278 --> 00:49:48,280
คือมันเหมือนในเรื่อง Highlander เลยครับ

957
00:49:48,363 --> 00:49:49,656
มีซิดนีย์แล้วไง

958
00:49:49,740 --> 00:49:52,451
แล้วจะเอานิโกรคนอื่นๆ มาทำไมอีก

959
00:49:52,534 --> 00:49:57,706
เขาเป็นขุนศึกด้านสีผิวที่นำทัพรบเพื่อคนอื่นๆ

960
00:49:58,457 --> 00:50:03,337
แต่เขาเข้าใจจริงๆ เลยว่า
ตัวเขาเองไม่ได้ถูกจำกัดความด้วยสีผิว

961
00:50:04,004 --> 00:50:09,718
เขาไม่ได้พูดในแง่ที่จะเป็นการต่อต้าน
หรืออธิบายตัวเองอะไรด้วย

962
00:50:09,801 --> 00:50:11,595
มันเป็นแค่ข้อเท็จจริง

963
00:50:11,678 --> 00:50:14,806
มีเรื่องเกี่ยวกับพวกเรา
และเรื่องที่อยู่รอบตัวเรา

964
00:50:14,890 --> 00:50:19,102
ซึ่งส่งผลสำคัญมากต่อ
จุดหักมุมหลายจุดในชีวิตของผม

965
00:50:19,186 --> 00:50:21,104
ทางเลือกหลายทางในชีวิตของผม

966
00:50:21,188 --> 00:50:23,023
และทางเลือกบางส่วนก็ไม่ได้

967
00:50:23,106 --> 00:50:27,778
เป็นแค่ผมคนเดียวนั่งมองคะแนนชีวิต
แล้วบอกว่า

968
00:50:27,861 --> 00:50:30,822
"นี่คือสิ่งที่ฉันควรจะทำ
นี่คือสิ่งที่ฉันตั้งใจจะทำ"

969
00:50:30,906 --> 00:50:35,244
ไม่ เราใช้ชีวิตไปตาม

970
00:50:35,327 --> 00:50:38,121
คุณค่าของสิ่งที่ผลักดันชีวิตของเรา

971
00:50:45,921 --> 00:50:49,466
(ปี 1963)

972
00:50:49,550 --> 00:50:52,719
(กำกับโดย
ราล์ฟ เนลสัน)

973
00:50:52,803 --> 00:50:55,305
Lilies of the Field
เป็นหนังทุนต่ำ

974
00:50:55,389 --> 00:50:57,808
เป็นเรื่องราวเล็กๆ ของสารพัดช่างผิวดำ

975
00:50:57,891 --> 00:51:00,853
ซึ่งมาเจอสำนักนางชีในเขตเซาท์เวสต์
ก็คือเจอนางชีกลุ่มหนึ่ง

976
00:51:00,936 --> 00:51:02,604
เขาจึงช่วยพวกเธอสร้างโบสถ์

977
00:51:02,688 --> 00:51:06,608
พระเจ้าทรงปรานี
ทรงโปรดส่งชายร่างใหญ่แข็งแรงมาให้

978
00:51:06,692 --> 00:51:09,069
เขาไม่ได้พูดอะไรกับผม
เรื่องที่จะส่งผมไปที่ไหนเลย

979
00:51:09,152 --> 00:51:10,279
ผมแค่ผ่านมาเฉยๆ

980
00:51:10,362 --> 00:51:13,115
ปี 1963 ผมอายุหกขวบ

981
00:51:13,198 --> 00:51:17,035
ผมยังพูดเลยว่า "ซิดนีย์ ไปเสีย
ไปยุ่งกับพวกนางทำไมน่ะ"

982
00:51:18,245 --> 00:51:20,455
"ขึ้นรถไปเลย" แล้ว… ตอนนั้นผม…

983
00:51:20,539 --> 00:51:22,833
คือนั่นคือสิ่งที่ผมคิดตอนแค่หกขวบนะ

984
00:51:22,916 --> 00:51:28,922
เขาบอกว่า "พวกนั้นไม่มีเงินจ้างผมหรอก
ไม่ได้เสนอยอดเงินมาเลย"

985
00:51:29,006 --> 00:51:31,008
ฉันบอกว่า "ซิดนีย์ รู้ไหมว่าทำยังไงดี

986
00:51:31,091 --> 00:51:34,469
เล่นหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อค่าจ้าง

987
00:51:34,553 --> 00:51:38,515
แต่เล่นหนังเพื่อเป็น
แสดงความเป็นตัวของตัวเอง"

988
00:51:38,599 --> 00:51:42,144
เขาบอก "ผมไม่เคยคิดอะไรเชิงนั้นเลย"
ฉันบอก "คิดซะแล้วรับรู้เลยด้วย"

989
00:51:42,227 --> 00:51:44,313
ตอนแรกเขาเสนอบทนั้น
ให้แฮร์รี่ เบลาฟอนเต

990
00:51:44,396 --> 00:51:45,480
เขาปฏิเสธบท บอกว่า

991
00:51:45,564 --> 00:51:48,400
"ชายคนนี้ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่มีตัวตนจริง"

992
00:51:48,483 --> 00:51:50,110
หนังห่วยมาก ห่วยสุดๆ

993
00:51:50,194 --> 00:51:51,195
(เสียงแฮร์รี่ เบลาฟอนเต)

994
00:51:51,278 --> 00:51:52,905
เป็นบทหนังห่วยที่สุดเท่าที่ผมเคยอ่านมา

995
00:51:52,988 --> 00:51:55,866
แล้วผมก็ปฏิเสธเสียใหญ่โตเลย

996
00:51:56,450 --> 00:51:58,368
จนซิดนีย์ พัวติเยร์รับบทนั้นไป

997
00:51:59,453 --> 00:52:01,455
เขาเล่นหนังเรื่องนั้นได้อย่างยอดเยี่ยม

998
00:52:01,538 --> 00:52:03,874
ตอนนั้นแฮร์รี่ร้องเพลงอยู่ด้วย
เขามีงานอีกด้านหนึ่งเลย

999
00:52:03,957 --> 00:52:05,542
แฮร์รี่ก็อยู่ได้แหละ

1000
00:52:05,626 --> 00:52:07,544
แฮร์รี่สามารถปฏิเสธบทหนังได้

1001
00:52:07,628 --> 00:52:10,923
คือเราปฏิเสธอะไรๆ ได้เวลาที่…
แบบว่า เวลาผ่อนบ้านหมดแล้ว

1002
00:52:11,006 --> 00:52:15,302
ไม่ได้จะลบหลู่แฮร์รี่นะ
แต่ตอนนั้นเขาร้องเพลง "เดย์-โอ" อยู่

1003
00:52:16,887 --> 00:52:17,930
โอเคเนอะ

1004
00:52:20,307 --> 00:52:21,934
ตอนที่เล่น Hello, Dolly! กันอยู่

1005
00:52:22,017 --> 00:52:24,019
ผมเล่นบรอดเวย์กับเพิร์ล เบลีย์

1006
00:52:24,102 --> 00:52:25,103
(เพิร์ล เบลีย์)

1007
00:52:25,187 --> 00:52:27,898
และยามที่มีใครที่เป็นคนสำคัญมาดู

1008
00:52:27,981 --> 00:52:29,942
เธอก็จะเชิญเขาขึ้นมาบนเวที

1009
00:52:30,025 --> 00:52:31,610
พวกเขาจะร้อง…

1010
00:52:34,863 --> 00:52:37,616
ตอนซิดนีย์มาเธอก็เรียกเขาขึ้นไป

1011
00:52:37,699 --> 00:52:40,244
เธอบอกว่า "มาเร็ว ซิดนีย์ มา… ร้องกัน"

1012
00:52:40,327 --> 00:52:43,288
เขาบอกว่า "ผมร้องเพลงไม่เป็น!"

1013
00:52:43,789 --> 00:52:45,040
โอเค เอาละนะ

1014
00:52:47,960 --> 00:52:50,087
เธอบอกว่า
"พูดเรื่องอะไรของคุณ"

1015
00:52:50,170 --> 00:52:52,339
ฉันเห็นคุณร้องเสียงดีจะตายในเรื่อง
Lilies of the Field"

1016
00:52:52,422 --> 00:52:54,132
เขาบอก "นั่นมันเสียงคนอื่น!"

1017
00:53:01,348 --> 00:53:02,432
มาเร็วร้องเลย

1018
00:53:05,143 --> 00:53:08,188
หนังเรื่องเล็กๆ ทุนต่ำนี้
สั่งสมผู้ชมเป็นระยะเวลานาน

1019
00:53:08,272 --> 00:53:10,691
และเจาะเข้าถึงใจของคนในประเทศช่วงนั้น

1020
00:53:10,774 --> 00:53:11,775
โดยเฉพาะจุดที่

1021
00:53:11,859 --> 00:53:14,736
คนชื่นชอบตัวละครโฮเมอร์ สมิธที่พัวติเยร์เล่น

1022
00:53:14,820 --> 00:53:16,071
และชอบการแสดงของพัวติเยร์เป็นพิเศษ

1023
00:53:16,154 --> 00:53:19,366
ลักษณะของคนที่อ่อนหวานน่ารัก
ที่เขาดึงออกมาให้กับหนังเรื่องนี้

1024
00:53:19,449 --> 00:53:21,493
นั่นจับใจคนได้ถูกจังหวะพอดี

1025
00:53:21,577 --> 00:53:23,203
ผมว่าส่วนหนึ่งที่มันดังก็คือ

1026
00:53:23,287 --> 00:53:28,125
ผมว่าเป็นเพราะตัวละครที่น่ารัก แสนดี
ดีต่อใจ

1027
00:53:28,208 --> 00:53:31,044
ซึ่งเราอาจสามารถเห็นเงาสะท้อนของเขาได้

1028
00:53:31,128 --> 00:53:33,505
ในด้านที่ดีของมนุษย์ทุกคน

1029
00:53:35,591 --> 00:53:38,343
(รางวัลออสการ์)
(ปี 1964)

1030
00:53:38,427 --> 00:53:39,803
คืนสำคัญของฮอลลีวูด

1031
00:53:39,887 --> 00:53:42,055
เป็นครั้งที่ 36 แล้ว
เมืองหลวงด้านวงการบันเทิงโลก

1032
00:53:42,139 --> 00:53:44,933
จะให้รางวัลกับ
ความสำเร็จและศิลปินยอดเยี่ยมประจำปี

1033
00:53:45,017 --> 00:53:47,728
ด้วยการให้รางวัลออสการ์

1034
00:53:47,811 --> 00:53:50,772
ตอนนั้นฉันเป็นเด็กสิบขวบ
อยู่ที่มิลวอกี้

1035
00:53:50,856 --> 00:53:53,108
แล้วฉันนั่งดูสิ่งที่เขาเรียกว่า
การประกาศรางวัลอะคาเดมีอะวอร์ด

1036
00:53:53,192 --> 00:53:58,113
เราเห็นคนขึ้นรถลิมูซีนยาวๆ มาอะไรอย่างนั้น

1037
00:53:58,697 --> 00:54:02,159
ทุกครั้งที่มีคนดำออกทีวี

1038
00:54:02,242 --> 00:54:04,703
จำได้เลยว่าฉันจะวิ่งไปโทรศัพท์แล้วบอกว่า

1039
00:54:04,786 --> 00:54:06,830
"คนดำออกทีวี คนดำล่ะ คนดำออกทีวี!

1040
00:54:06,914 --> 00:54:08,207
คนดำมา เปิดดูเดี๋ยวนี้"

1041
00:54:08,290 --> 00:54:10,000
จนกระทั่งสุดท้ายไม่ทันได้ดูว่ามันรายการอะไร

1042
00:54:10,667 --> 00:54:12,836
ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง
รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

1043
00:54:12,920 --> 00:54:15,047
คืออัลเบิร์ต ฟินนีย์ จาก Tom Jones

1044
00:54:16,173 --> 00:54:18,175
ริชาร์ด แฮร์ริสจาก This Sporting Life

1045
00:54:19,301 --> 00:54:21,053
เร็กซ์ แฮร์ริสันจาก Cleopatra

1046
00:54:23,013 --> 00:54:24,556
พอล นิวแมนจาก Hud

1047
00:54:25,390 --> 00:54:27,559
ซิดนีย์ พัวติเยร์จาก Lilies of the Field

1048
00:54:29,561 --> 00:54:32,022
ผู้ชนะคือซิดนีย์ พัวติเยร์
จาก Lilies of the Field

1049
00:54:33,398 --> 00:54:34,816
ตอนเขาเรียกชื่อผม

1050
00:54:34,900 --> 00:54:37,110
ผมกระโดดตัวลอยพูดว่า

1051
00:54:37,194 --> 00:54:41,490
"ผมชนะ! ผมชนะ! ผมชนะ!"

1052
00:54:41,573 --> 00:54:43,492
ก็ห้ามตัวเองไม่อยู่นะ

1053
00:54:44,076 --> 00:54:46,912
เป็นการแสดงอารมณ์ของตัวผมเอง

1054
00:54:46,995 --> 00:54:49,289
แต่ในขณะเดียวกันนั่นก็เป็นการแสดง

1055
00:54:49,373 --> 00:54:51,667
ซึ่งตรงกับใจคนจำนวนมากเลยทีเดียว

1056
00:54:51,750 --> 00:54:53,418
นึกออกไหม

1057
00:54:53,502 --> 00:54:56,171
นั่นมันก่อนที่เราจะมีกฎหมายสิทธิมนุษยชน

1058
00:54:56,255 --> 00:54:58,215
นึกสภาพความช็อกในห้องนั้นออกไหม

1059
00:54:58,298 --> 00:55:03,720
นึกถึงความยินดี มีมนตร์ขลัง

1060
00:55:03,804 --> 00:55:07,975
และสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์บอกไม่ถูกที่เกิดขึ้นในจังหวะนั้น

1061
00:55:08,058 --> 00:55:12,938
ซึ่งข้ามผ่านทุกสิ่งซึ่งกำลังเกิดอยู่
ในสังคมของเราตอนนั้น

1062
00:55:13,021 --> 00:55:16,108
คุณพัวติเยร์เป็นนิโกรคนแรก
ซึ่งได้รางวัลระดับสูงขนาดนั้น

1063
00:55:16,191 --> 00:55:18,819
และผลของรางวัลก็ได้รับ
เสียงตอบรับจากผู้ชมอย่างงดงาม

1064
00:55:24,658 --> 00:55:27,244
นั่นเป็นจุดเปลี่ยน

1065
00:55:27,327 --> 00:55:28,912
เป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ

1066
00:55:28,996 --> 00:55:32,457
ในวงการฮอลลีวูดซึ่งเคยเลือกที่จะ

1067
00:55:32,541 --> 00:55:36,879
ส่งสารความเป็นพวกเรา ความเป็นคนดำ

1068
00:55:37,713 --> 00:55:41,842
แบบที่แตกต่างจากที่เราเป็นอย่างแท้จริง

1069
00:55:42,384 --> 00:55:48,348
เพราะเราต้องใช้เวลานานกว่าจะมาถึงจุดนี้

1070
00:55:49,391 --> 00:55:52,436
ผมจึงต้องเป็นหนี้บุญคุณ

1071
00:55:52,519 --> 00:55:56,106
คนจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

1072
00:55:56,190 --> 00:55:58,734
เขาเป็นความหวังคนดำสำคัญของฉัน

1073
00:55:58,817 --> 00:56:01,236
ในจังหวะนั้น เขากลายเป็น
ความหวังคนดำของฉัน

1074
00:56:01,320 --> 00:56:03,614
จำได้แม่นว่าฉันรู้สึกว่า

1075
00:56:04,615 --> 00:56:06,909
ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนผิวสีได้

1076
00:56:06,992 --> 00:56:10,120
อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับฉันได้บ้าง

1077
00:56:10,204 --> 00:56:14,041
ผมพูดได้แค่ขอบคุณทุกคนสำหรับสิ่งวิเศษนี้

1078
00:56:44,655 --> 00:56:46,240
เขาเบิกทางให้คนอีกเยอะมาก

1079
00:56:46,323 --> 00:56:48,742
ไม่ใช่แค่คนที่ตามหลังเขามา

1080
00:56:48,825 --> 00:56:50,744
แต่เป็นพ่อแม่และปู่ย่าตายายของซิดนีย์ด้วย

1081
00:56:50,827 --> 00:56:53,121
ย้อนกลับไปจนถึงสมัยที่ยังค้าทาส

1082
00:56:53,205 --> 00:56:57,209
ลองนึกสิว่าพวกนั้นจะรู้สึกอย่างไร
เมื่อ "เขาทำได้"

1083
00:56:57,876 --> 00:57:00,295
(นาสโซ บาฮามาส)
(ปี 1964)

1084
00:57:04,383 --> 00:57:08,387
การได้เป็นชายผิวดำคนแรก
ชายบาฮามาสคนแรก

1085
00:57:08,470 --> 00:57:10,305
ที่ได้รางวัลนักแสดงนำยอดเยี่ยม

1086
00:57:10,389 --> 00:57:13,600
ในช่วงเวลาที่ยังถือว่าเป็นไปไม่ได้

1087
00:57:13,684 --> 00:57:16,353
เขาต้องเก่งกว่าคนอื่นเป็นร้อยเท่า

1088
00:57:21,066 --> 00:57:23,318
นั่นเป็นเรื่องพิเศษสำหรับยุคนั้น

1089
00:57:23,402 --> 00:57:26,572
ไม่ใช่เพราะผมเก่งหรือบริสุทธิ์อะไรขนาดนั้น

1090
00:57:26,655 --> 00:57:29,950
ผมไม่ได้เก่ง แสนดีหรือบริสุทธิ์อะไร

1091
00:57:30,826 --> 00:57:34,329
แต่มีอะไรบางอย่างในใจที่ผมนำเสนอไปด้วย

1092
00:57:34,413 --> 00:57:36,373
สิ่งซึ่งอยู่ในใจของคุณแม่ผม

1093
00:57:36,957 --> 00:57:42,129
สิ่งที่ท่านทำในฐานะของแม่
เพื่อให้ผมรอดชีวิตมาได้

1094
00:57:44,464 --> 00:57:46,550
ไม่เคยมีใครคิดว่าผมจะมีชีวิตรอด ไม่

1095
00:57:46,633 --> 00:57:48,635
ตอนผมเกิด คนไม่คิดว่าผมจะมีชีวิตรอด

1096
00:57:48,719 --> 00:57:52,639
ผมเกิดก่อนกำหนดสองเดือน

1097
00:57:53,140 --> 00:57:56,059
เช้าวันต่อมา คุณพ่อผมก็ออกไปจากบ้าน

1098
00:57:56,143 --> 00:57:58,896
ตอนที่ทุกคนในบ้านนั้นเห็นตรงกันหมด

1099
00:57:58,979 --> 00:58:01,648
รวมทั้งหมอตำแยด้วย
ว่าผมคงไม่รอดแล้ว

1100
00:58:02,733 --> 00:58:08,155
เขากลับเข้ามาในบ้านพร้อมกับกล่องรองเท้า

1101
00:58:10,574 --> 00:58:11,658
และ…

1102
00:58:14,411 --> 00:58:17,289
เขาเตรียมใจจะเอาผมไปฝัง

1103
00:58:18,874 --> 00:58:21,043
แต่… คุณแม่ผมไม่ยอมเด็ดขาด

1104
00:58:21,126 --> 00:58:22,961
แม่บอกว่า "ไม่ ทำงั้นไม่ได้"

1105
00:58:23,837 --> 00:58:25,130
แล้วแม่ก็ออกไปจากบ้าน

1106
00:58:25,214 --> 00:58:29,801
ไปทุกที่ซึ่งคิดว่าจะมีคนช่วยได้

1107
00:58:29,885 --> 00:58:34,806
จนผ่านบ้านของหมอดูคนหนึ่ง

1108
00:58:34,890 --> 00:58:36,225
(มาดามเบส - เพิ่มพลังโชคดี)

1109
00:58:36,308 --> 00:58:38,268
แม่บอกว่า "ฉันมีลูกที่เพิ่งเกิด

1110
00:58:38,352 --> 00:58:39,895
เขาเกิดก่อนกำหนดเยอะมาก

1111
00:58:39,978 --> 00:58:43,106
ฉันอยากให้คุณบอกหน่อยว่า
ชีวิตลูกฉันจะเป็นอย่างไร"

1112
00:58:44,358 --> 00:58:49,112
หมอดูหลับตา ทำหน้าเหยเก

1113
00:58:49,196 --> 00:58:52,241
เขากลอกตาไปมาทั้งที่หลับตาอยู่นั่นน่ะ

1114
00:58:54,660 --> 00:58:58,205
แล้วทันใดนั้น หมอดูก็ลืมตาโพลงขึ้น

1115
00:58:58,288 --> 00:59:00,999
แล้วบอกว่า "ไม่ต้องห่วงเรื่องลูกคุณหรอก

1116
00:59:04,336 --> 00:59:05,546
เขาจะรอด

1117
00:59:06,380 --> 00:59:11,802
เขาจะได้เดินทางไปยังแทบทุกมุมโลก

1118
00:59:11,885 --> 00:59:13,470
เขาจะร่ำรวยและโด่งดัง"

1119
00:59:14,304 --> 00:59:17,099
และผมจะทำให้ชื่อของแม่โด่งดังไปทั่วโลก

1120
00:59:18,308 --> 00:59:21,812
แล้วเรื่องที่หมอดูพูดไว้ทั้งหมดนั้น

1121
00:59:23,939 --> 00:59:25,566
ผมก็ได้ใช้ชีวิตผ่านมันมาแล้ว

1122
00:59:27,818 --> 00:59:32,155
ข่าวเอ็นบีซีขอเสนอ
เชนีย์ กู้ดแมน ชเวอร์เนอร์

1123
00:59:32,239 --> 00:59:35,075
รายการพิเศษเกี่ยวกับ
คนงานสามคนที่ต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

1124
00:59:35,158 --> 00:59:36,994
ซึ่งถูกอุ้มหายไปจากมิสซิสซิปปี

1125
00:59:37,077 --> 00:59:38,078
(มิสซิสซิปปี)
(ปี 1964)

1126
00:59:38,161 --> 00:59:40,372
เจมส์ เชนีย์, แอนดรูว์ กู้ดแมน
และไมเคิล ชเวอร์เนอร์

1127
00:59:40,455 --> 00:59:43,000
ไปมิสซิสซิปปีเพื่อช่วย
ลงทะเบียนให้คนดำมีสิทธิ์เลือกตั้ง

1128
00:59:43,083 --> 00:59:45,002
ตอนนั้นผมเพิ่งเข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหว

1129
00:59:45,085 --> 00:59:46,879
(สาธุคุณวิลลี่ บลู)
(นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน)

1130
00:59:46,962 --> 00:59:49,006
ผมลงมาจากรถเชฟโรเลต

1131
00:59:49,089 --> 00:59:51,758
ผมรู้จักทุกคนนอกจากกู้ดแมน

1132
00:59:52,342 --> 00:59:53,802
พวกเขาเป็นครู

1133
00:59:53,886 --> 00:59:57,097
คือสอน… คือก็อธิบายให้คนเข้าใจว่า
การลงคะแนนเลือกตั้งคืออะไร

1134
00:59:57,181 --> 00:59:59,224
ทำไมถึงต้องเลือกตั้ง
เพราะสมัยนั้นเราไม่รู้

1135
00:59:59,308 --> 01:00:00,350
(หนึ่งคนหนึ่งเสียง
ลงทะเบียนเลย!)

1136
01:00:00,434 --> 01:00:04,104
เท่าที่ผมเข้าใจ
พวกเขาสอนฝันชาวอเมริกันให้เราอยู่

1137
01:00:04,188 --> 01:00:07,316
ไปเลือกตั้ง และคุณจะมีสิทธิ์เลือกได้

1138
01:00:08,025 --> 01:00:09,902
ไม่ไปเลือก ทางเลือกจะกลายเป็นของคนอื่น

1139
01:00:09,985 --> 01:00:13,280
อย่าลืมไปเลือกตั้ง
เพื่อให้ทางเลือกเป็นของเรา

1140
01:00:13,363 --> 01:00:16,200
มีครั้งหนึ่งเกิดเรื่องน่ากลัวขึ้นกับคุณ

1141
01:00:16,283 --> 01:00:17,326
ตอนที่คุณลงไปทางใต้

1142
01:00:17,409 --> 01:00:19,369
ผมได้ยินคนเล่าเรื่องคร่าวๆ มาแล้ว แต่คุณช่วย…

1143
01:00:19,453 --> 01:00:21,330
ผมไม่เคยได้ยินคุณเล่าเรื่องนั้นเองเลย

1144
01:00:21,413 --> 01:00:23,498
ซิดนีย์กับผมเป็นเพื่อนกันมา 26 ปี

1145
01:00:24,583 --> 01:00:26,960
ผมว่าระหว่างเราไม่มีประสบการณ์ไหน

1146
01:00:27,044 --> 01:00:30,422
ที่ทำให้เราผูกพันกันได้ยิ่งกว่าจังหวะนั้น

1147
01:00:31,089 --> 01:00:34,009
เพื่อนสนิทผม แฮร์รี่ เบลาฟอนเต
โทรมาบอกว่า

1148
01:00:34,092 --> 01:00:36,929
"ฉันอยากให้แกไปมิสซิสซิปปีกับฉัน

1149
01:00:37,012 --> 01:00:40,265
เราต้องเอาเงินจำนวนหนึ่ง
ไปให้ขบวนการเพื่อสิทธิมนุษยชน"

1150
01:00:40,349 --> 01:00:41,892
กลุ่มที่อยู่ในบริเวณนั้น

1151
01:00:41,975 --> 01:00:45,312
ขาดเงินทุนในการทำกิจกรรมอย่างหนัก
และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ

1152
01:00:45,395 --> 01:00:48,440
เราจะปฏิบัติต่อทุกคนอย่างมีเกียรติ
ในมิสซิสซิปปี

1153
01:00:48,524 --> 01:00:49,525
(ผู้ว่าการรัฐ รอส บาร์เนตต์)

1154
01:00:49,608 --> 01:00:52,319
ทุกคนที่มาที่นี่ ตราบใดที่ไม่ทำตาม…

1155
01:00:52,402 --> 01:00:53,946
ไม่ขัดกับกฎหมายของเรา

1156
01:00:54,029 --> 01:00:57,824
ทั้งโทรศัพท์และจดหมายขู่
มากันทั้งวันทั้งคืน

1157
01:00:57,908 --> 01:01:02,621
พวกนั้นอยากลอบสังหาร
เบลาฟอนเตกับพัวติเยร์

1158
01:01:02,704 --> 01:01:03,705
คำที่พวกเขาใช้คือ

1159
01:01:03,789 --> 01:01:06,333
"เราจะฆ่าไอ้นิโกรที่มากรีนวู้ด"

1160
01:01:06,416 --> 01:01:08,418
ผมก็คิดเองว่า…

1161
01:01:08,502 --> 01:01:10,546
เพราะผมรู้จักกับบ๊อบบี้ เคนเนดี้

1162
01:01:10,629 --> 01:01:12,548
เมื่อโทรแจ้งกระทรวงยุติธรรมแล้ว…

1163
01:01:12,631 --> 01:01:13,632
(หน่วยสิทธิมนุษยชน)

1164
01:01:13,715 --> 01:01:16,093
และแจ้งว่าผมจะไปไหน อยู่ที่ไหน…

1165
01:01:16,176 --> 01:01:18,345
เราจะได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาลกลาง

1166
01:01:18,428 --> 01:01:19,721
แต่เมื่อไปถึงที่นั่น…

1167
01:01:19,805 --> 01:01:23,183
กลับไม่พบแม้แต่ร่องรอยของ
เจ้าหน้าที่ส่วนกลางหรือการคุ้มครองอะไรเลย

1168
01:01:23,267 --> 01:01:25,435
เราขึ้นรถกัน… มีรถมารับเราสองคัน

1169
01:01:25,519 --> 01:01:29,022
คันหนึ่งให้เราขึ้นไป
อีกคันเป็นรถสำรอง

1170
01:01:29,106 --> 01:01:31,108
ไม่มีใครอยากขึ้นรถคันนั้น

1171
01:01:32,234 --> 01:01:33,777
ผมเลยบอกว่า ผมขับเอง

1172
01:01:33,861 --> 01:01:38,407
หลังจากจับมือทักทาย
แนะนำตัวกันเรียบร้อย

1173
01:01:38,490 --> 01:01:41,368
กระเป๋าก็ถูกขนขึ้นรถผม

1174
01:01:42,160 --> 01:01:45,914
ส่วนพัวติเยร์กับเบลาฟอนเต

1175
01:01:45,998 --> 01:01:48,458
ไปขึ้นรถนำ

1176
01:01:49,042 --> 01:01:50,627
ตอนที่เราขึ้นรถกันไป

1177
01:01:50,711 --> 01:01:52,713
มีคนตะโกนว่า "มันมานั่นแล้ว"

1178
01:01:54,673 --> 01:01:57,968
เปิดไฟหน้า
เราเห็นเลยว่านั่นพวกกลุ่มคูคลักซ์แคลน

1179
01:01:59,803 --> 01:02:01,346
เราขับออกมา

1180
01:02:01,430 --> 01:02:03,307
แล้วรถพวกนั้นก็พยายามไล่ตามเรา

1181
01:02:03,390 --> 01:02:07,644
รถคันที่สามเข้ามา
ขวางความพยายามที่จะแซง

1182
01:02:10,230 --> 01:02:12,357
พวกนั้นขับชนท้ายรถเราเลย

1183
01:02:12,441 --> 01:02:15,861
ตอนแรกผมคิดว่า "อย่าให้แซงได้"

1184
01:02:17,070 --> 01:02:20,616
แล้วพวกนั้นก็พุ่งเข้าชนท้ายเราตลอดทาง

1185
01:02:20,699 --> 01:02:23,952
เพราะพยายามจะชนหรือเบียดให้ตกถนน
เพื่อจะได้มาเล่นงานพวกเรา

1186
01:02:24,036 --> 01:02:25,829
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่าให้แซงได้

1187
01:02:25,913 --> 01:02:28,957
ถ้าพวกนั้นยิงเราจากท้ายรถ
เราก็ต้องตายกันตรงนั้นแหละ

1188
01:02:34,671 --> 01:02:37,966
เราเล่นชนแล้วถอยกันไประยะใหญ่

1189
01:02:38,550 --> 01:02:41,386
พวกนั้นแซงผมไม่ได้ สุดท้ายก็หลีกไป

1190
01:02:42,638 --> 01:02:46,475
แล้วก็มีนักศึกษากลุ่มใหญ่มาก
วิ่งขึ้นรถทุกคันเท่าที่มีอยู่

1191
01:02:46,558 --> 01:02:48,477
รถพวกนั้นขึ้นมาวิ่งบนทางหลวงกับเรา

1192
01:02:48,560 --> 01:02:51,980
และคุ้มกันเราเข้าไปในกรีนวู้ดพร้อมกับเงิน

1193
01:02:52,064 --> 01:02:53,774
จนกระทั่งเราไปถึงโดยปลอดภัย

1194
01:02:53,857 --> 01:02:55,859
นั่นเหมือนเป็นเรื่องที่ออกมาจากพระคัมภีร์ไบเบิล

1195
01:02:55,943 --> 01:02:57,986
คนไต่ขึ้นไปดูจากบนต้นไม้

1196
01:02:58,862 --> 01:03:03,367
ตลอดช่วงถนนนั้นคนแน่นขนัดไปหมด

1197
01:03:04,284 --> 01:03:08,497
และนั่น… ทำให้ผมน้ำตาไหล

1198
01:03:09,665 --> 01:03:14,753
มีคนปีนขึ้นไปบนต้นไม้หรือล่องแพมาดู

1199
01:03:15,921 --> 01:03:17,381
มันมีมนตร์ขลังมาก

1200
01:03:19,091 --> 01:03:20,968
ตอนที่พวกเขาเห็นพัวติเยร์

1201
01:03:21,051 --> 01:03:24,471
ทุกคนก็เริ่มร้องเพลงจาก
Lilies of the Field

1202
01:03:24,555 --> 01:03:25,639
"อาเมน"

1203
01:03:28,308 --> 01:03:30,352
นั่นเป็นวันพิเศษมากจริงๆ

1204
01:03:39,278 --> 01:03:42,990
เรารู้กันว่าทุกปี
ประมาณเดือนมีนาคมถึงเมษายน

1205
01:03:43,073 --> 01:03:44,408
(ปี 1967)
(ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์)

1206
01:03:44,491 --> 01:03:49,329
หนังสือพิมพ์จะเริ่มเขียนถึง
หน้าร้อนอันยาวนานที่กำลังจะเริ่มขึ้น

1207
01:03:53,625 --> 01:03:57,754
การปล้นสะดม ฆ่าและวางเพลิง
ไม่เกี่ยวอะไรกับสิทธิมนุษยชนเลย

1208
01:03:58,589 --> 01:03:59,631
(ดีทรอยต์)

1209
01:04:00,549 --> 01:04:01,592
(บอสตัน)

1210
01:04:02,467 --> 01:04:03,552
(นิวอาร์ค)

1211
01:04:04,303 --> 01:04:05,888
เราเบื่อ เราเหนื่อย

1212
01:04:05,971 --> 01:04:08,432
เราไม่ยอมให้กดดันกันต่อ
ไม่ว่าจะเป็นคนขาวมาจากที่ไหน

1213
01:04:08,515 --> 01:04:09,516
(ชาร์ลส์ เอเวอร์ส)

1214
01:04:09,600 --> 01:04:10,601
แล้วเราพูดจริง

1215
01:04:10,684 --> 01:04:14,730
เรื่องที่ผมจำได้ชัดเจนมาก
เป็นตอนที่ผมอายุประมาณสิบขวบ

1216
01:04:14,813 --> 01:04:17,983
นั่นคือปี 1967
และนั่นเป็นเหมือนฤดูร้อนของซิดนีย์

1217
01:04:18,066 --> 01:04:20,819
คุณแม่พาผมไปดูหนังเรื่อง
To Sir, with Love

1218
01:04:20,903 --> 01:04:23,363
In the Heat of the Night
และ Guess Who's Coming to Dinner

1219
01:04:23,447 --> 01:04:25,657
เรามีดาราผิวดำเล่นหนังมาก่อน

1220
01:04:25,741 --> 01:04:27,659
แต่ซิดนีย์น่าจะเป็นคนแรกของฮอลลีวูด…

1221
01:04:27,743 --> 01:04:29,453
ที่เป็นดาวเด่นฮอลลีวูดแท้ๆ ซึ่งผิวดำ

1222
01:04:29,536 --> 01:04:32,831
คนมาโรงหนังเพื่อมาดูหนังของซิดนีย์ พัวติเยร์

1223
01:04:32,915 --> 01:04:33,999
เมื่อก่อนเรื่องแบบนั้นไม่มีนะ

1224
01:04:34,082 --> 01:04:36,919
แล้วคนขาวก็มาโรงหนัง
เพื่อมาดูหนังของซิดนีย์ พัวติเยร์

1225
01:04:37,002 --> 01:04:38,837
ที่สำคัญที่สุด ในช่วงที่

1226
01:04:38,921 --> 01:04:40,756
กำลังเกิดขบวนการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน

1227
01:04:40,839 --> 01:04:42,758
เขากลายเป็นตัวอย่างสำคัญของเรื่องนั้น

1228
01:04:42,841 --> 01:04:47,638
ทำหนังขายตั๋วได้มากที่สุด
ชายคนดำ ช่วงปี 1967 ถึง 68

1229
01:04:47,721 --> 01:04:51,433
แล้วทั้งประเทศก็ชุลมุนอยู่รอบตัวเขาเลย

1230
01:05:04,530 --> 01:05:06,031
ลุกขึ้นมา ไอ้หนุ่ม

1231
01:05:06,114 --> 01:05:09,618
(กำกับโดย
นอร์แมน จิวิสัน)

1232
01:05:09,701 --> 01:05:11,370
ลุกเดี๋ยวนี้!

1233
01:05:11,453 --> 01:05:13,497
จำได้แค่ว่าผมประทับใจมาก

1234
01:05:13,580 --> 01:05:16,959
กับความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของหมอนี่

1235
01:05:17,042 --> 01:05:19,086
หนังเรื่องนั้นก็เล่นกับความคาดหวังของคนดู

1236
01:05:19,169 --> 01:05:20,629
เขาไม่ยอมโดนข่มเลย

1237
01:05:20,712 --> 01:05:23,924
แต่เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่า
เขาจะทนไปได้นานแค่ไหน…

1238
01:05:24,550 --> 01:05:25,676
ก่อนที่จะระเบิด

1239
01:05:26,426 --> 01:05:28,679
อ้อ มั่นใจในตัวเองไม่เบาสินะ เวอร์จิล

1240
01:05:28,762 --> 01:05:30,430
"เวอร์จิล" ตลกดีที่ชื่อแบบนั้นเป็นชื่อนิโกร

1241
01:05:30,514 --> 01:05:32,558
ที่มาจากฟิลาเดลเฟียด้วย
ที่นั่นเขาเรียกแกว่าอะไรกันแน่

1242
01:05:32,641 --> 01:05:35,602
ทุกคนเรียกผมว่าคุณทิบส์

1243
01:05:35,686 --> 01:05:37,813
"ทุกคนเรียกผมว่าคุณทิบส์"

1244
01:05:37,896 --> 01:05:40,148
ฉันชอบมาก เพราะฉันก็ด่าคนในหนังเหมือนกัน

1245
01:05:40,232 --> 01:05:42,442
แล้วผู้ชมส่วนใหญ่ก็เป็นคนดำ

1246
01:05:42,526 --> 01:05:46,697
ทุกคนปรบไม้ปรบมือกันใหญ่
แล้วก็ มีชีวิตชีวากันมาก

1247
01:05:46,780 --> 01:05:49,366
ฉากเด่นจากในเรือนกระจก

1248
01:05:49,449 --> 01:05:51,660
ที่เจ้าของไร่คนขาวตบหน้าเขา

1249
01:05:51,743 --> 01:05:53,787
แล้วซิดนีย์ตบกลับ…

1250
01:05:53,871 --> 01:05:57,499
ตอนอยู่ในโรงหนังเมื่อปี 1967
มันส่งผลกระทบอย่างแรงมาก

1251
01:05:57,583 --> 01:06:00,169
คุณโคลเบิร์ตได้เข้ามาในเรือนกระจกนี้

1252
01:06:00,252 --> 01:06:02,629
เมื่อคืนตอนประมาณเที่ยงคืนหรือไม่

1253
01:06:06,592 --> 01:06:08,302
โห โรงเงียบจนเข็มหล่นก็ได้ยิน

1254
01:06:08,385 --> 01:06:10,804
นั่นเป็นความเงียบซึ่งดังกังวานที่สุด
เท่าที่เคยดูหนังในโรงมา

1255
01:06:10,888 --> 01:06:12,556
เราได้ยินเสียง… นึกออกไหม

1256
01:06:12,639 --> 01:06:14,266
แล้วคนก็มองหน้ากันเลิ่กลั่กเลย

1257
01:06:14,349 --> 01:06:17,895
คนดำแตกตื่นกันใหญ่เพราะ
พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนั้นมาก่อน

1258
01:06:21,607 --> 01:06:23,817
ภาพแบบนั้นไม่เคยเกิดขึ้นบนจอได้

1259
01:06:23,901 --> 01:06:25,485
เขาไม่เหมือนใครเลยจริงๆ พวก

1260
01:06:25,569 --> 01:06:27,529
แล้วจะยังไง

1261
01:06:29,907 --> 01:06:31,158
ผมก็ไม่รู้

1262
01:06:32,826 --> 01:06:34,244
รู้นี่ว่าพวกเราทุกคนทำยังไง

1263
01:06:34,328 --> 01:06:35,454
"เย้!"

1264
01:06:38,081 --> 01:06:41,126
ในบทร่างแรก
เขาให้ผมมองด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์

1265
01:06:41,210 --> 01:06:44,254
และเดินออกไปด้วย
ความคิดแรงกล้าในหัว

1266
01:06:44,755 --> 01:06:47,216
ถ้าเป็นนักแสดงคนอื่นเล่นบทนั้น
ก็อาจจะเกิดขึ้นได้

1267
01:06:47,299 --> 01:06:49,176
แต่เป็นผมไม่มีทางเป็นแบบนั้น

1268
01:06:49,259 --> 01:06:52,221
ผมยังจำคืนนั้นในไมอามีได้ดี

1269
01:06:52,304 --> 01:06:54,556
ที่มีคนขาวเอาปืนจ่อหัวผม

1270
01:06:54,640 --> 01:06:58,685
ผมบอกผู้กำกับว่าต้องแก้บท

1271
01:06:59,311 --> 01:07:01,605
พนันเลยว่ามีแต่ซิดนีย์ที่จะเล่นแบบนั้นได้

1272
01:07:01,688 --> 01:07:03,732
ตอนนั้นเขาเป็นดาวเด่น ไม่มีใครเทียบ

1273
01:07:03,815 --> 01:07:06,151
คือว่า… ถึงตรงนั้นก็ไม่ต้องสงสัยแล้ว

1274
01:07:06,235 --> 01:07:08,946
เขาจะทำอะไรก็ต้องทำ ไม่มีใครห้ามได้

1275
01:07:09,029 --> 01:07:10,113
"ถอยไปซะ"

1276
01:07:11,949 --> 01:07:13,909
และนั่นก็กลายเป็น

1277
01:07:13,992 --> 01:07:15,994
จุดเด่นสำคัญมากของหนังเรื่องนั้น

1278
01:07:16,078 --> 01:07:18,205
แต่มัน… ก็สะท้อนให้เห็นช่วงเวลาในสังคม

1279
01:07:18,288 --> 01:07:23,085
สะท้อนให้เห็นยุคหนึ่งของอเมริกา
ที่ อย่างน้อยในภาพยนตร์

1280
01:07:23,168 --> 01:07:26,046
เราเริ่มสามารถทำความเข้าใจ
ปัญหาที่เกิดจริงในสังคมได้

1281
01:07:26,129 --> 01:07:27,172
ก็เหมือนกับที่ทุกคนบอก

1282
01:07:27,256 --> 01:07:29,633
เป็นเสียงตบที่ได้ยินไปทั่วโลก
ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

1283
01:07:29,716 --> 01:07:32,094
นั่นยิ่งส่งให้เขาพุ่งทะยานสูงขึ้นอีก

1284
01:07:32,177 --> 01:07:34,847
ทำให้เกิดจังหวะที่เข้ากันอย่างประหลาด

1285
01:07:34,930 --> 01:07:36,682
ของซิดนีย์ในจังหวะนั้นของหนัง

1286
01:07:36,765 --> 01:07:39,268
และสิ่งที่เกิดขึ้นในแนวหน้าของการต่อสู้

1287
01:07:47,901 --> 01:07:49,695
(กำกับโดย
เจมส์ คลาเวลล์)

1288
01:07:51,947 --> 01:07:55,158
การได้เห็นชายผิวดำคนนี้

1289
01:07:55,242 --> 01:07:59,580
เป็นครูและเป็นผู้อบรมบ่มนิสัย
ให้กับเด็กๆ ในหนัง…

1290
01:07:59,663 --> 01:08:03,625
คือปกติแล้วคนที่เป็นพระเอก
จะต้องเป็นคนขาวเสมอ

1291
01:08:03,709 --> 01:08:08,463
และคนดำก็จะเป็นฝ่ายถูกช่วยไว้
หรือเป็นคนที่ก่อปัญหาต่างๆ

1292
01:08:08,547 --> 01:08:10,966
แต่เรื่องนี้เหมือน
พลิกวิธีการเล่าเรื่องแบบนั้นไปเลย

1293
01:08:11,550 --> 01:08:12,634
นั่งลง

1294
01:08:14,595 --> 01:08:17,555
To Sir, with Love
ที่จริงนั่นเป็นหนังโปรดของฉันเลยนะคะ

1295
01:08:17,639 --> 01:08:22,269
เพราะฉันได้นั่งดูคุณพ่อ

1296
01:08:22,352 --> 01:08:25,147
ทำตัวแบบเดียวกับเวลาเขาทำกับเราเลย

1297
01:08:25,229 --> 01:08:30,652
เขาไม่ได้แค่สอนลูกตัวเอง
แต่เขากำลังสอนทุกคน

1298
01:08:30,736 --> 01:08:32,613
ฉัน… เห็นตัวจริงของพ่อ

1299
01:08:33,613 --> 01:08:35,908
ทุกคนอาจจะเห็นนักแสดง

1300
01:08:35,991 --> 01:08:37,868
แต่ฉันเห็นความเป็นพ่อในนั้น

1301
01:08:37,951 --> 01:08:41,830
อยู่ในห้องนี้เราทุกคนจะต้อง
มีกติกามารยาทกันหน่อย

1302
01:08:42,497 --> 01:08:44,750
พวกคุณจะต้องเรียกผมว่า "ครู"
หรือ "ครูแธคเคอเรย์"

1303
01:08:44,832 --> 01:08:47,336
เราจะเรียกสาวทุกคนว่า "คุณ"

1304
01:08:47,836 --> 01:08:49,587
และเรียกนามสกุลของหนุ่มๆ

1305
01:08:49,671 --> 01:08:51,590
ฉันพูดเสมอว่ามีเทวดาประจำตัวคอยช่วย

1306
01:08:51,673 --> 01:08:52,674
(ลูลู่)

1307
01:08:52,758 --> 01:08:54,510
เพราะฉันโชคดีอย่างที่สุด

1308
01:08:54,593 --> 01:08:56,345
สมัยนั้นฉันเป็นศิลปิน เป็นนักดนตรี

1309
01:08:56,428 --> 01:08:58,680
เป็นนักร้อง ฉันไม่เคยแสดงอะไรมาก่อนเลย

1310
01:08:58,764 --> 01:08:59,765
คะ

1311
01:08:59,848 --> 01:09:01,558
แต่ผู้จัดการของฉันเก่งมาก

1312
01:09:01,642 --> 01:09:03,560
ตอนที่เขาขอให้ฉันเล่นหนังเรื่องนั้น

1313
01:09:03,644 --> 01:09:06,188
เธอตอบว่า "ได้
แล้วเธอต้องร้องเพลงเปิดหนังด้วย"

1314
01:09:24,413 --> 01:09:25,457
คือว่า…

1315
01:09:39,513 --> 01:09:42,640
การที่ฉันได้ไปเกี่ยวข้องกับ
สารที่เขาต้องการจะสื่อ

1316
01:09:42,724 --> 01:09:46,603
และเป็นสารที่ทรงพลังมาก

1317
01:09:46,687 --> 01:09:49,398
เพลงนั้นเป็นเรื่องของความรัก

1318
01:09:49,481 --> 01:09:50,899
เป็นเรื่องเกี่ยวกับแบล็คไลฟส์แมทเทอร์

1319
01:09:50,983 --> 01:09:54,194
เขาก็สำคัญพอๆ กับ
พวกเด็กขาวที่โรงเรียน

1320
01:09:54,278 --> 01:09:58,866
ที่จริงแล้วเขาสำคัญ
ต่อชีวิตของคนในโรงเรียนนั้น

1321
01:09:58,949 --> 01:10:01,994
มากกว่าใครทุกคนที่เขาจะได้เจอ
ในชีวิตต่อจากนี้

1322
01:10:02,661 --> 01:10:05,372
ก่อนนั้นฉันก็มีเพลงฮิตมาเยอะ

1323
01:10:05,455 --> 01:10:08,417
หลังจากนั้นฉันก็มีเพลงฮิตอีก

1324
01:10:08,500 --> 01:10:10,252
แต่เพลงนั้นโดดเด่นขึ้นมา

1325
01:10:11,128 --> 01:10:13,213
เพราะมันไม่ได้เป็นแค่เพลง

1326
01:10:13,881 --> 01:10:19,136
มันเป็นเรื่องของซิดนีย์ พัวติเยร์
และสารที่หนังเรื่องนั้นต้องการจะสื่อ

1327
01:10:21,388 --> 01:10:23,307
พูดหน่อย! พูดหน่อย!

1328
01:10:23,974 --> 01:10:25,267
เราต้องไม่ลืมว่า

1329
01:10:25,350 --> 01:10:27,144
หนังเหล่านี้ไม่ได้ทำมาให้คนดำดู

1330
01:10:27,227 --> 01:10:28,478
เขาเล่นหนังเหล่านี้

1331
01:10:28,562 --> 01:10:31,899
โดยรู้ตัวตลอดเวลาว่า
เขากำลังเล่าเรื่องอะไรแบบไหน

1332
01:10:31,982 --> 01:10:34,568
รู้ด้วยว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น
ในการต่อสู้เคลื่อนไหว

1333
01:10:34,651 --> 01:10:36,612
โดยเฉพาะการต่อสู้จากฝ่ายดร.คิง

1334
01:10:36,695 --> 01:10:40,741
แต่เขาก็เหมือนเป็นแนวหน้า
เมื่อพูดถึงการสื่อสารมวลชน

1335
01:10:40,824 --> 01:10:43,327
ที่เหมือนจะพิสูจน์ว่า
คนดำก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน

1336
01:10:43,994 --> 01:10:47,456
ทุกครั้งที่เราจะสามารถแสดงให้เห็นว่า
คนดำก็เป็นมนุษย์

1337
01:10:47,539 --> 01:10:49,666
ทำให้เห็นว่าเป็นมนุษย์และ
เป็นคนปกติเหมือนๆ กัน

1338
01:10:49,750 --> 01:10:55,088
ในโลกที่ไม่คิดด้วยซ้ำว่า
เราทุกคนเป็นมนุษย์

1339
01:10:55,172 --> 01:10:56,465
ก็จะช่วยผลักดันประโยชน์ในวงกว้าง…

1340
01:10:57,049 --> 01:10:59,676
เพราะนั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

1341
01:10:59,760 --> 01:11:01,929
คือการที่ทำให้คนเห็นว่า
พวกเรามีความเป็นมนุษย์เช่นกัน

1342
01:11:02,012 --> 01:11:03,847
(กำกับโดย สแตนลีย์ เครเมอร์)

1343
01:11:03,931 --> 01:11:06,934
จอห์น เวด เพรนทิซ

1344
01:11:07,017 --> 01:11:08,977
ชื่อเพราะใช่ไหมล่ะคะ

1345
01:11:09,061 --> 01:11:10,604
จอห์น เวด…

1346
01:11:12,314 --> 01:11:14,399
หนูจะกลายเป็น โจแอนนา เพรนทิซ

1347
01:11:20,197 --> 01:11:21,406
นี่จอห์นค่ะแม่

1348
01:11:23,700 --> 01:11:26,411
ยินดีมากที่ได้พบคุณ

1349
01:11:27,454 --> 01:11:29,581
ผมก็ยินดีที่ได้พบคุณครับ คุณนายเดรย์ตัน

1350
01:11:33,085 --> 01:11:35,254
คุณนายเดรย์ตัน ผมมีใบประกอบโรคศิลป์

1351
01:11:35,337 --> 01:11:37,130
ดังนั้นหวังว่าคุณคงไม่คิดว่าผมถือดี

1352
01:11:37,214 --> 01:11:40,175
ถ้าผมเสนอว่าคุณไปนั่งก่อนดีกว่า
ก่อนที่จะล้มนะครับ

1353
01:11:40,259 --> 01:11:42,594
เขาคิดว่าแม่จะเป็นลม
เพราะเขาเป็นคนดำค่ะ

1354
01:11:43,178 --> 01:11:46,723
ตอนนั้นฉันอายุ 22 ปี
แล้วซิดนีย์ก็น่ารักมาก…

1355
01:11:46,807 --> 01:11:48,225
(แคธารีน ฮอตัน)

1356
01:11:48,308 --> 01:11:50,352
ฉันยังอ่อนต่อโลกมาก

1357
01:11:50,435 --> 01:11:54,606
ดังนั้น ตอนที่เขาถ่ายฉากนั้น ฉากจูบ

1358
01:11:54,690 --> 01:11:58,485
ฉันก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร

1359
01:11:58,569 --> 01:12:00,988
ตากล้องบอกว่า
"โอเคๆ เราพร้อมแล้ว"

1360
01:12:01,071 --> 01:12:05,200
แล้วฉันก็มองไปรอบๆ ตัวที่ใน… ในโรงถ่าย

1361
01:12:05,284 --> 01:12:09,496
แล้วฉันก็เห็นแต่สีหน้าตึงเครียดหนักมาก

1362
01:12:11,206 --> 01:12:12,833
ฉันไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น

1363
01:12:12,916 --> 01:12:15,294
จนกระทั่งหลังจากนั้น

1364
01:12:15,377 --> 01:12:18,755
ตอนที่ฉันไปล้างเครื่องสำอางออก

1365
01:12:18,839 --> 01:12:20,549
ฉัน… ถามช่างแต่งหน้าของฉัน

1366
01:12:20,632 --> 01:12:23,051
ถามว่า "เมื่อกี้ในโรงถ่ายเกิดอะไรกัน"

1367
01:12:23,802 --> 01:12:27,431
เธอบอกเลยว่า "โถ คุณช่างอ่อนต่อโลก

1368
01:12:27,514 --> 01:12:28,974
คุณไม่รู้เหรอ"

1369
01:12:29,057 --> 01:12:31,852
ฉันตอบว่า "ไม่ ฉันไม่รู้ เกิดอะไรขึ้น"

1370
01:12:31,935 --> 01:12:33,395
คนจำนวนมากเลยจะคิดว่า

1371
01:12:33,478 --> 01:12:34,730
เราเป็นคู่รักที่ชวนให้ตกใจมาก

1372
01:12:34,813 --> 01:12:36,023
ไม่ใช่หรือครับ คุณนายเดรย์ตัน

1373
01:12:36,607 --> 01:12:38,317
ฉัน… เข้าใจว่าคุณพูดเรื่องอะไร

1374
01:12:38,901 --> 01:12:40,360
ผมคิดว่ามันง่ายมาก

1375
01:12:40,444 --> 01:12:44,531
สำหรับคนที่ไม่ได้มีส่วนร่วมกับ
ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมในยุคนั้น

1376
01:12:44,615 --> 01:12:49,578
ที่จะมองข้ามหนังอย่าง
Guess Who's Coming to Dinner

1377
01:12:49,661 --> 01:12:52,956
แล้วลืมว่ามันเป็นหนังที่ปฏิวัติวงการแค่ไหน

1378
01:12:53,040 --> 01:12:55,042
ถ้าดูบริบทของช่วงเวลานั้น

1379
01:12:55,125 --> 01:12:57,461
ไอ้ความรักครั้งนี้
มันเกิดขึ้นเร็วเกินไป

1380
01:12:57,544 --> 01:12:58,629
แกก็ยังพูดเองด้วยซ้ำ

1381
01:12:58,712 --> 01:13:01,173
คิดบ้างไหมว่าคนจะพูดถึงแกอย่างไร

1382
01:13:01,256 --> 01:13:03,759
แกจะถือว่าทำผิดกฎหมาย
ใน 16 หรือ 17 รัฐ

1383
01:13:03,842 --> 01:13:04,843
แกจะต้องกลายเป็นอาชญากร

1384
01:13:04,927 --> 01:13:07,012
ฉากนั้นใน
Guess Who's Coming to Dinner

1385
01:13:07,095 --> 01:13:10,015
ตอนที่เขาพูดว่า "พ่อมองตัวเองเป็นคนผิวดำ

1386
01:13:10,098 --> 01:13:11,725
ผมแค่มองตัวเองเป็นคน"

1387
01:13:11,808 --> 01:13:13,685
นั่นคือคำจำกัดความของซิดนีย์ พัวติเยร์

1388
01:13:14,269 --> 01:13:15,479
พ่อก็เป็นพ่อของผม

1389
01:13:17,105 --> 01:13:19,525
ผมเป็นลูกของพ่อ ผมรักพ่อ

1390
01:13:20,651 --> 01:13:23,529
รักเสมอและจะรักตลอดไป

1391
01:13:25,697 --> 01:13:28,909
แต่พ่อมองตัวเองเป็นคนดำคนหนึ่ง

1392
01:13:30,244 --> 01:13:33,372
ผมมองตัวเองว่าเป็นแค่คนคนหนึ่ง

1393
01:13:35,290 --> 01:13:37,334
สำหรับเขาแล้ว นั่นไม่ใช่การแสดงด้วยซ้ำ

1394
01:13:37,417 --> 01:13:40,128
เพราะนั่นคือตัวตนของเขาเลย

1395
01:13:40,212 --> 01:13:41,880
เขาคิดว่าตัวเองเป็นแค่คนคนหนึ่ง

1396
01:13:48,470 --> 01:13:50,764
หนังสามเรื่องนั้น
ทุกเรื่องประสบความสำเร็จด้านรายได้

1397
01:13:50,848 --> 01:13:53,308
เขาใส่เสื้อเชิ้ตขาวและผูกไทในทั้งสามเรื่อง

1398
01:13:53,392 --> 01:13:54,977
นั่นคือจุดที่เขากลายเป็นท่านเซอร์ซิดนีย์

1399
01:13:55,060 --> 01:13:58,105
เขาฝากรอยไว้ในวงการแล้ว
ตั้งแต่ Lilies of the Field ปี 1963

1400
01:13:58,188 --> 01:14:00,649
แต่จู่ๆ เขาก็ไม่เพียงแต่เป็นคนมีเกียรติน่านับถือ

1401
01:14:00,732 --> 01:14:02,192
เขายังเป็นนักแสดงที่ทำเงินได้ด้วย

1402
01:14:02,276 --> 01:14:03,694
เรื่องนั้นไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน

1403
01:14:03,777 --> 01:14:06,113
ณ จุดนั้นของวงการภาพยนตร์อเมริกา

1404
01:14:06,196 --> 01:14:09,867
ฉันถามเขาว่า "หลังจากนี้
คิดไว้หรือเปล่าว่าจะเล่นหนังเรื่องไหนต่อ"

1405
01:14:10,617 --> 01:14:12,119
เขาตอบว่า "ไม่คิด"

1406
01:14:12,202 --> 01:14:15,789
เขาบอกว่า "นี่อาจจะ… นี่อาจเป็น
หนังเรื่องสุดท้ายที่ผมเล่น"

1407
01:14:16,373 --> 01:14:18,125
ฉันถามว่า "ทำไมคะ"

1408
01:14:18,208 --> 01:14:22,629
เขาบอกว่า "เพราะคนดำ

1409
01:14:22,713 --> 01:14:26,675
คนของผมเอง คิดว่าผมกลายเป็นลุงทอมไปแล้ว"

1410
01:14:28,635 --> 01:14:31,597
เมื่อดูกระแสสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

1411
01:14:31,680 --> 01:14:35,684
เริ่มมีความไม่พออกพอใจผมเกิดขึ้นไม่ใช่น้อย

1412
01:14:35,767 --> 01:14:37,769
ในกลุ่มชุมชนคนดำบางกลุ่ม

1413
01:14:37,853 --> 01:14:39,980
คลื่นทางวัฒนธรรมที่จะซัดลงมาเพิ่ม

1414
01:14:40,063 --> 01:14:42,149
เมื่อเดอะนิวยอร์กไทมส์
ตีพิมพ์บทความชื่อว่า

1415
01:14:42,232 --> 01:14:45,360
"ทำไมคนขาวถึงชอบซิดนีย์ พัวติเยร์กัน"

1416
01:14:45,444 --> 01:14:48,864
("เราติดโรคซิดนีย์ พัวติเยร์กันมา)

1417
01:14:48,947 --> 01:14:52,201
(โรคคนดีในโลกของคนที่ขาวล้วน")

1418
01:14:52,284 --> 01:14:53,952
ในสายตาของคนบางกลุ่ม

1419
01:14:54,036 --> 01:14:58,165
ผมกลายเป็นลุงทอม
บางคนถึงกับมองว่าเป็นทาสดำในเรือนเบี้ย

1420
01:14:58,248 --> 01:15:02,211
เพราะรับเล่นบทซึ่งไม่เป็นพิษเป็นภัย
ต่อผู้ชมคนขาว

1421
01:15:02,294 --> 01:15:07,674
เพราะรับบทเป็นคนดำมีเกียรติ
ซึ่งทำตามจินตนาการคนขาวเสรีนิยม

1422
01:15:07,758 --> 01:15:10,427
("แต่เขาก็ยังดูไม่สมจริง
เหมือนอย่างที่เป็นมาเกือบสองทศวรรษ)

1423
01:15:10,511 --> 01:15:12,554
(แทบจะเล่นบทเดิมซ้ำๆ)

1424
01:15:12,638 --> 01:15:15,682
(บทพระเอกแบนไร้มิติ ไร้พิษสง")

1425
01:15:16,308 --> 01:15:21,980
ผมเป็นศิลปิน เป็นคน เป็นชาวอเมริกัน
และเป็นคนร่วมสมัย

1426
01:15:22,773 --> 01:15:24,274
ผมเป็นอะไรหลายอย่าง

1427
01:15:24,358 --> 01:15:25,734
ผมจึงหวังว่าคุณจะ…

1428
01:15:27,027 --> 01:15:29,571
ให้ความเคารพกันตามสมควร

1429
01:15:30,572 --> 01:15:32,491
การเป็นคนแรกไม่ใช่เรื่องง่าย

1430
01:15:32,574 --> 01:15:34,660
เมื่อเรากลายเป็นบุคคลที่

1431
01:15:35,244 --> 01:15:39,915
ต้องเป็นตัวแทนของคนทั้งชาติพันธุ์

1432
01:15:40,415 --> 01:15:42,376
นั่นมันหนักพอๆ กับเรื่องของแจ็คกี้ โรบินสัน

1433
01:15:42,459 --> 01:15:45,963
เหมือนเราต้องแบกรับภาระ
ของคนทั้งเชื้อชาติเอาไว้เลย

1434
01:15:46,046 --> 01:15:48,423
ซิดนีย์ก็ต้องแบกรับภาระอะไรมากมาย

1435
01:15:48,507 --> 01:15:51,176
แบบที่เดนเซลไม่เคยต้องแบก

1436
01:15:51,260 --> 01:15:53,971
ถ้าเราภาวนาขอฝน
เราต้องเตรียมใจด้วยว่าจะมีโคลนตามมา

1437
01:15:55,305 --> 01:15:57,558
คือว่าเขา… เขาแกร่งและกล้ามาก

1438
01:15:57,641 --> 01:16:00,894
เขาได้รับพื้นที่ให้แกร่งและกล้า
แต่เขาก็ต้องแบกรับภาระมากทีเดียว

1439
01:16:00,978 --> 01:16:03,814
มีแรงกดดันเยอะมาก
ว่าเขาต้องทำทุกอย่างถูกต้องหมด

1440
01:16:03,897 --> 01:16:05,315
ไม่รู้หรอกว่าจะตัดสินที่ตรงไหน

1441
01:16:05,399 --> 01:16:08,777
แต่ซิดนีย์มีสองสิ่งที่ผมชอบมากที่สุด

1442
01:16:08,861 --> 01:16:12,573
คือมีความถ่อมตนกับงานสร้างสรรค์
และไม่โอ้อวดตนเมื่อประสบความสำเร็จ

1443
01:16:12,656 --> 01:16:13,657
(ควินซี โจนส์)

1444
01:16:16,493 --> 01:16:18,036
คุณรู้สึกถึงแรงกดดันไหม

1445
01:16:18,120 --> 01:16:19,830
เราอดไม่ได้ที่ต้องรู้สึก

1446
01:16:20,497 --> 01:16:22,374
เราสัมผัสได้ตลอดเวลา

1447
01:16:22,958 --> 01:16:25,919
เรารู้ว่ามีคนทั้งชุมชนที่จับตาดู

1448
01:16:26,003 --> 01:16:30,799
ว่าเราจะยังเป็นตัวแทน
สิ่งที่พวกเขายึดถือและเชื่อมั่นหรือไม่

1449
01:16:30,883 --> 01:16:35,053
และจะตัดสินว่า
เขาจะให้คุณเป็นตัวแทน

1450
01:16:35,137 --> 01:16:37,139
ของภาพนั้นที่คุณแสดงออกมาหรือไม่

1451
01:16:37,222 --> 01:16:40,058
ตัดสินว่าเขาจะต้อนรับเราหรือเปล่า

1452
01:16:40,767 --> 01:16:43,520
- เหงาหรือไม่ครับ
- "เหงาหรือไม่" เหรอ

1453
01:16:44,271 --> 01:16:45,856
มันก็ต้องเหงาอยู่แล้ว

1454
01:16:46,815 --> 01:16:49,359
เหงาสิครับ เหงา

1455
01:16:55,657 --> 01:16:56,575
(วันที่ 4 เมษายน 1968)

1456
01:16:56,658 --> 01:16:58,619
เขารู้เรื่อง
มาร์ติน ลูเธอร์ คิงหรือยัง

1457
01:16:59,912 --> 01:17:00,913
เรามี…

1458
01:17:00,996 --> 01:17:03,540
ข่าวเศร้ามากที่จะต้องเรียนทุกคน

1459
01:17:04,166 --> 01:17:08,212
ผมว่าเป็นข่าวเศร้าของ
ประชาชนชาวอเมริกันทั้งหมด

1460
01:17:09,087 --> 01:17:12,216
และผู้ที่รักความสงบทั่วโลก

1461
01:17:13,008 --> 01:17:15,677
ข่าวนั้นคือ มาร์ติน ลูเธอร์ คิง

1462
01:17:15,761 --> 01:17:18,222
ถูกยิงเสียชีวิตแล้วเมื่อหัวค่ำ
ที่เมมฟิส เทนเนสซี

1463
01:17:21,475 --> 01:17:23,894
เอ็นบีซีขอขัดจังหวะรายการปกติ

1464
01:17:23,977 --> 01:17:26,188
เพื่อตัดเข้ารายการพิเศษ

1465
01:17:27,814 --> 01:17:28,815
(มาร์ติน ลูเธอร์ คิง)
(ปี 1929 - 1968)

1466
01:17:28,899 --> 01:17:32,861
มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ถูกสังหาร
เมื่อคืนนี้ที่เมมฟิส เทนเนสซี

1467
01:17:32,945 --> 01:17:36,532
เขาถูกยิงเข้าที่ใบหน้า
ขณะยืนตามลำพังที่ระเบียงห้องโรงแรม

1468
01:17:36,615 --> 01:17:38,700
และเสียชีวิตที่โรงพยาบาล
ในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา

1469
01:17:39,952 --> 01:17:42,162
จำได้ว่าฉันขึ้นรถโรงเรียนกลับบ้านที่
เพลเซนท์วิลล์

1470
01:17:42,246 --> 01:17:43,247
(พาเมลา พัวติเยร์)
(ลูกสาว)

1471
01:17:43,330 --> 01:17:45,123
คุณพ่อมารับถึงรถเลย

1472
01:17:45,207 --> 01:17:47,668
ที่สุดทางเดินหน้าบ้าน ตรงตู้ไปรษณีย์

1473
01:17:48,836 --> 01:17:50,629
พ่อเดินขึ้นมาบนรถ

1474
01:17:50,712 --> 01:17:53,340
เขายืนเต็มตัวแทบไม่ได้ เพราะพ่อตัวสูงมาก

1475
01:17:54,132 --> 01:17:56,635
เขามองหน้าเด็กๆ ทุกคน

1476
01:17:57,970 --> 01:18:01,598
แล้วก็พูดสิ่งที่ทุกคนเข้าใจได้ตรงกันหมด

1477
01:18:01,682 --> 01:18:04,184
เรื่องเกี่ยวกับ "ชายที่ยิ่งใหญ่ถูก…

1478
01:18:06,353 --> 01:18:09,356
พรากจากเราไปแล้ว" เขาพูดในเชิงนั้น

1479
01:18:09,439 --> 01:18:12,484
"เราควรยกย่องคำพูดยอดเยี่ยมของเขา

1480
01:18:12,568 --> 01:18:16,071
ที่บอกให้ปฏิบัติต่อทุกคน
ด้วยความเคารพและให้เกียรติกัน"

1481
01:18:16,822 --> 01:18:18,365
แล้วเด็กๆ ในรถโรงเรียนก็ทึ่งกันหมด

1482
01:18:18,448 --> 01:18:20,242
ทุกคนเหมือน เงยหน้ามองพ่อ

1483
01:18:20,325 --> 01:18:22,703
แล้วพ่อฉันก็บอกว่า
"โอเค ลูกๆ กลับบ้านกัน

1484
01:18:22,786 --> 01:18:24,663
ไปกัน เข้าบ้านกันเถอะ"

1485
01:18:24,746 --> 01:18:26,498
เถ้าสู่เถ้า

1486
01:18:27,541 --> 01:18:29,293
ธุลีสู่ธุลี

1487
01:18:29,877 --> 01:18:32,254
เราขอขอบคุณพระเจ้าที่มอบผู้นำให้เรา

1488
01:18:32,337 --> 01:18:35,841
ซึ่งพร้อมจะสละชีพ
แต่ไม่เต็มใจที่จะพรากชีวิตใคร

1489
01:18:36,842 --> 01:18:40,095
เมื่อปี 1965 มัลคอล์มเอ็กซ์โดนลอบสังหารไป

1490
01:18:40,804 --> 01:18:41,930
ในสุเหร่าที่ฮาร์เลม

1491
01:18:44,099 --> 01:18:47,644
ปี 1968 คือปีที่มาร์ติน ลูเธอร์ คิง
โดนลอบสังหาร

1492
01:18:48,979 --> 01:18:51,648
ในสังคมยูดาย-คริสเตียนของเรานั้น

1493
01:18:51,732 --> 01:18:54,818
มีประชาธิปไตยที่เปราะบางกว่าที่เราคิด

1494
01:18:55,903 --> 01:18:59,323
พวกเรารวมตัวกันอยู่ได้
ด้วยสายใยทางวัฒนธรรมไม่กี่เส้น

1495
01:19:01,241 --> 01:19:04,661
และซิดนีย์ พัวติเยร์ก็เป็นหนึ่งในสายใยนั้น

1496
01:19:08,498 --> 01:19:10,876
ในหลายๆ ทาง
การลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง

1497
01:19:10,959 --> 01:19:14,296
จุดประกายให้เกิดยุคใหม่
ในชีวิตการทำงานของพัวติเยร์

1498
01:19:14,379 --> 01:19:17,549
และยังมี… มิติด้านชีวิตส่วนตัวที่สำคัญด้วย

1499
01:19:17,633 --> 01:19:19,593
มิติด้านส่วนตัวซึ่งไม่เพียงแต่

1500
01:19:19,676 --> 01:19:21,803
รู้สึกคว้างเหมือนกับชาวแอฟริกันอเมริกันมากมาย

1501
01:19:21,887 --> 01:19:24,056
เมื่อมาร์ติน ลูเธอร์ คิงโดนลอบสังหาร

1502
01:19:24,139 --> 01:19:27,643
แต่เขายังแตกแยกกับเพื่อนสนิท
แฮร์รี่ เบลาฟอนเต

1503
01:19:27,726 --> 01:19:30,521
ทันทีที่เกิดเหตุลอบสังหารคิง ทั้งคู่

1504
01:19:30,604 --> 01:19:33,565
มีการคุยถกสนทนาว่า
จะจัดงานรำลึกถึงคิงอย่างไรให้ดีที่สุด

1505
01:19:33,649 --> 01:19:34,691
(อารัม กู้ดซูเซียน)

1506
01:19:34,775 --> 01:19:37,861
เบลาฟอนเตอยากจัดเดินขบวนใหญ่ที่แอตแลนตา
หลังจากงานศพของคิง

1507
01:19:37,945 --> 01:19:39,780
พัวติเยร์บอกว่าไม่ควรทำ

1508
01:19:39,863 --> 01:19:42,157
และบอกว่าทำแบบนั้น
จะดึงความสนใจไปจากคิง

1509
01:19:42,241 --> 01:19:45,285
เรื่องนั้นทำให้เขาแตกคอกัน
เหมือนเกิดความตึงเครียดระหว่างเพื่อนทั้งสอง

1510
01:19:45,369 --> 01:19:47,412
แล้วเขาก็ไม่คุยกันไปพักใหญ่

1511
01:19:47,496 --> 01:19:49,248
คนสองคนที่ยึดถือความคิดตัวเองมาก

1512
01:19:49,331 --> 01:19:50,415
(เบเวอร์ลี พัวติเยร์-เฮนเดอร์สัน)

1513
01:19:50,499 --> 01:19:53,460
ขอพูดอีกครั้งได้ไหม
คนสองคนที่ยึดถือความคิดตัวเองมาก

1514
01:19:53,544 --> 01:19:56,421
แล้วพวกเขาก็ไม่เคยยั้งที่จะบอกว่า
ตัวเองรู้สึกอย่างไร

1515
01:19:56,922 --> 01:20:01,051
แฮร์รี่อยากจัดงานอะไรสักอย่างและ
น่าจะอยากให้ชุมชนของเขาได้

1516
01:20:01,134 --> 01:20:05,264
แสดงความเศร้าโศก
และไว้อาลัยด้วยการเฉลิมฉลอง

1517
01:20:05,347 --> 01:20:07,057
แต่พัวติเยร์คิดว่า

1518
01:20:07,140 --> 01:20:09,476
ผมว่าคิดถูกด้วยนะ ว่านั่นจะดึงความสนใจเกินไป

1519
01:20:13,397 --> 01:20:14,690
นั่นก็เป็นเรื่องที่เป็นหลักฐานเลยว่า

1520
01:20:14,773 --> 01:20:18,235
คนในขบวนต้องคิดตัดสินใจกันเฉพาะหน้าแค่ไหน

1521
01:20:18,318 --> 01:20:23,031
เมื่อเกิดสถานการณ์เลวร้ายที่ไม่คาดคิด
นึกออกไหม

1522
01:20:23,115 --> 01:20:25,242
คือแค่… แค่ความปวดร้าวใจก็หนักแล้ว

1523
01:20:25,826 --> 01:20:31,123
และสำหรับทั้งพัวติเยร์และเบลาฟอนเต
ต้องมีการเว้นจังหวะให้พวกเขาคิดกันใหม่

1524
01:20:33,000 --> 01:20:35,085
เท่ากับเขาเสียเพื่อนสนิทในเรื่อง…

1525
01:20:35,169 --> 01:20:37,546
ช่วงเดียวกันกับที่เรื่องอื่นๆ ในชีวิตดูไม่แน่ไม่นอน

1526
01:20:37,629 --> 01:20:39,089
เขาเพิ่งหย่ากับภรรยา

1527
01:20:39,173 --> 01:20:41,258
เขาพยายามจะสานต่อความสัมพันธ์
กับไดแอนน์ แคร์รอล

1528
01:20:41,842 --> 01:20:44,469
อย่างที่ผมเคยพูดไว้
มรดกส่วนใหญ่ที่พ่อของผมให้ไว้

1529
01:20:44,553 --> 01:20:46,805
คือคำสอนที่เขามอบไว้ให้กับลูกชายทั้งหลาย

1530
01:20:46,889 --> 01:20:52,227
คำสอนนั้นหนักใจของผมมาก
ตอนที่ผมแยกทางกับภรรยาคนแรก

1531
01:20:52,311 --> 01:20:57,274
กระบวนการก่อนจะแยกกัน
เป็นช่วงเวลายาวนานที่ฝากแผลใจไว้กับทุกฝ่าย

1532
01:20:58,066 --> 01:21:00,152
มันก็ไม่สนุกเลยสำหรับแม่ของฉัน

1533
01:21:00,235 --> 01:21:03,447
ฉันว่าฉันรับรู้ถึงความรู้สึกนั้นมากกว่าเรื่องอื่น…

1534
01:21:05,199 --> 01:21:07,659
เพราะฉันไม่ได้เห็นว่า
คุณพ่อต้องเจอกับอะไรบ้าง

1535
01:21:08,243 --> 01:21:09,703
แต่ฉันเห็นกับตาว่าแม่ต้องเจอกับอะไรบ้าง

1536
01:21:09,786 --> 01:21:12,414
เพื่อนฝูงต้องตัดสินใจว่าจะเข้าข้างใคร

1537
01:21:13,457 --> 01:21:17,336
และสำหรับฉัน เรื่องนั้นก็ปวดใจนะ

1538
01:21:17,419 --> 01:21:19,129
เพราะคุณพ่อได้เพื่อนส่วนใหญ่ไป

1539
01:21:19,213 --> 01:21:21,965
ไม่มี… ไม่มี "ลุง" คนนั้น "อา" คนนี้

1540
01:21:22,049 --> 01:21:23,800
แม้แต่พ่อแม่ทูนหัวบางคนก็หายไปด้วย

1541
01:21:24,718 --> 01:21:26,136
เรื่องนั้นยังทำให้ฉันน้ำตาไหลได้อยู่

1542
01:21:26,220 --> 01:21:29,681
แต่ฉันก็ซาบซึ้งใจมาก

1543
01:21:29,765 --> 01:21:31,141
กับคนที่ยังเป็นกำลังใจให้แม่

1544
01:21:31,767 --> 01:21:34,686
และก็จริง ผมตกหลุมรักหญิงอื่น

1545
01:21:34,770 --> 01:21:36,730
ความรู้สึกผิดนั้นก็เป็นสิ่งที่

1546
01:21:36,813 --> 01:21:40,234
ต่อให้เข้ารับการบำบัดจิตไป 11 ปี
ก็ยังรักษาไม่ขาด

1547
01:21:41,109 --> 01:21:43,654
"ภรรยาผมไม่เข้าใจผมมากพอ"

1548
01:21:43,737 --> 01:21:45,697
ผมพูดอย่างแสนจะน้ำเน่า

1549
01:21:45,781 --> 01:21:50,202
แต่แล้วผมก็จะพูดต่อว่าหญิงอีกคน
ก็มีเป้าหมายทางอื่น

1550
01:21:50,702 --> 01:21:53,455
หลังจากแยกทางกัน เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน

1551
01:21:53,539 --> 01:21:55,040
เราก็จะพยายามกลับมาสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง

1552
01:21:55,123 --> 01:21:56,416
(ไดแอนน์ แคร์รอล)

1553
01:21:56,500 --> 01:21:58,836
และ… ฉันว่าเรารู้ดีอยู่แก่ใจ

1554
01:21:58,919 --> 01:22:01,171
ก่อนที่สัมพันธ์นั้นจะจบไปจริงๆ นานเลย

1555
01:22:01,255 --> 01:22:03,423
ว่านี่ไม่ใช่สัมพันธ์ที่ดีต่อใจนัก

1556
01:22:03,507 --> 01:22:05,884
นี่ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบที่

1557
01:22:05,968 --> 01:22:09,429
จะสามารถพัฒนาไปเป็นอะไรได้
แม้แต่มิตรภาพที่ดียังไม่ได้

1558
01:22:12,349 --> 01:22:16,270
มันก็น่าสนใจเมื่อเห็นว่า
วัฒนธรรมกระแสหลักเปลี่ยนได้เร็วแค่ไหน

1559
01:22:16,353 --> 01:22:19,565
จาก Lilies of the Field ปี 1963
ถึงประมาณปี 1968

1560
01:22:19,648 --> 01:22:21,567
เขาเป็นพระเอกตัวหลัก
และเขาเป็นคนวางมาตรฐาน

1561
01:22:21,650 --> 01:22:23,443
ว่าภาพลักษณ์ของคนดำควรดูเป็นอย่างไร

1562
01:22:23,527 --> 01:22:24,987
แต่เกิดเรื่องขึ้นสองอย่าง

1563
01:22:25,070 --> 01:22:26,363
เกิดความเคลื่อนไหวสายแบล็คพาวเวอร์

1564
01:22:33,745 --> 01:22:36,623
เรากำลังพูดถึง "พูดออกมาดังๆ
เราดำและเราภูมิใจ"

1565
01:22:36,707 --> 01:22:39,334
แล้วเราก็เริ่มตื่นตัวในฐานะประชากร

1566
01:22:39,418 --> 01:22:42,129
ผมทรงอะโฟร รายการโซลเทรน

1567
01:22:44,381 --> 01:22:46,216
แล้วก็มีหนังที่ขายความเป็นคนดำ

1568
01:22:48,760 --> 01:22:50,179
ไปตาย! ไสหัวไปเลย

1569
01:22:55,559 --> 01:22:57,936
ตอนนี้
สิ่งที่ทำให้เขาปฏิวัติวงการช่วงต้น

1570
01:22:58,020 --> 01:22:59,313
ในสมัยปี 1967-1968

1571
01:23:01,231 --> 01:23:04,318
เขากลายเป็นเรื่องเฉยๆ ไปแล้ว
เพราะตอนนี้มีคนอีกรุ่นหนึ่ง

1572
01:23:04,401 --> 01:23:07,154
ที่ถึงกับมีเซ็กซ์กับผู้หญิงขาวออกสื่อได้

1573
01:23:07,237 --> 01:23:09,781
คนรุ่นที่ไม่เพียงแต่ตบหน้าคนขาว
แต่ไล่ยิงกันเลย

1574
01:23:11,700 --> 01:23:13,452
คือพวกหนังที่ขายความเป็นคนดำพวกนั้น

1575
01:23:13,535 --> 01:23:16,038
สิ่งสำคัญมันคือต้องเตะตูดพวกคนขาว

1576
01:23:16,121 --> 01:23:18,540
นั่นเป็นเรื่องเดียวที่สำคัญ

1577
01:23:19,041 --> 01:23:22,294
และมันก็น่าเสียดายที่มีคนดูผิวดำกลุ่มหนึ่ง

1578
01:23:22,377 --> 01:23:25,839
ที่รู้สึกว่าซิดนีย์ไม่เข้าสมัยอีกต่อไปแล้ว

1579
01:23:25,923 --> 01:23:27,007
ผมไม่เห็นด้วยนะ

1580
01:23:27,090 --> 01:23:29,092
แต่ถ้าเรามาดูกันที่กลุ่มผู้ชมคนดำ

1581
01:23:29,176 --> 01:23:33,597
พวกเขาเข้าไปดูหนังขายความเป็นคนดำกัน
เป็นฝูง เข้าทีเป็นฝูงเลยจริงๆ

1582
01:23:34,389 --> 01:23:37,809
ควินซี โจนส์จัดงานวันเกิดครบรอบ 42 ปี
ให้ฉันที่บ้านเขา

1583
01:23:38,393 --> 01:23:41,230
ซิดนีย์ พัวติเยร์ก็ไปด้วย

1584
01:23:41,313 --> 01:23:44,483
จำได้ว่าฉันเดินลงบันได เลี้ยวไป

1585
01:23:44,566 --> 01:23:46,610
แล้วเขาก็ยืนอยู่ตรงนั้น

1586
01:23:46,693 --> 01:23:50,656
ฉันตัวแข็งเลย เพราะเขาเป็นฮีโร่ของฉันนะคะ

1587
01:23:51,156 --> 01:23:53,909
เขาพูดแค่ว่า "เป็นอย่างไรบ้าง แม่หนู

1588
01:23:53,992 --> 01:23:57,120
ผมอยากเจอคุณมานานแล้ว แม่หนู"

1589
01:23:59,915 --> 01:24:02,334
คิดฉันคิดว่า… แน่สิ ฉันน้ำตารื้นเลย

1590
01:24:02,417 --> 01:24:03,919
คือฉันก็เหมือนกับ

1591
01:24:04,002 --> 01:24:07,381
คุณไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า
จังหวะนี้มีความหมายอะไรต่อชีวิตฉัน"

1592
01:24:07,464 --> 01:24:11,009
ในจังหวะนั้นฉันกำลังโดนวิจารณ์หนัก
จากชุมชนคนดำ

1593
01:24:11,718 --> 01:24:15,097
ว่าฉันไม่ดำพอ
ไม่ทำรายการที่แสดงความเป็นคนดำมากพอ

1594
01:24:15,180 --> 01:24:19,268
เขาพาฉันไปนั่งคุยที่มุมหนึ่งในงานนั้น
งานวันเกิดอายุ 42 ปี

1595
01:24:19,351 --> 01:24:20,561
เขาบอกว่า

1596
01:24:21,645 --> 01:24:24,606
"มันก็ยากหน่อยเวลาที่
เราต้องแบกความฝันของคนอื่นไว้ด้วย

1597
01:24:25,190 --> 01:24:28,986
ดังนั้นคุณต้องยึดความฝัน
ที่อยู่ในตัวของคุณเองไว้ให้มั่น

1598
01:24:29,069 --> 01:24:31,363
และรู้ว่าคุณไม่ได้ทรยศต่อความฝันนั้น

1599
01:24:32,197 --> 01:24:33,824
เรื่องนั้นต่างหากที่สำคัญที่สุด"

1600
01:24:33,907 --> 01:24:37,703
นั่นคือจุดเปลี่ยนชีวิตของฉันเลยค่ะ ในจังหวะนั้น

1601
01:24:38,287 --> 01:24:41,164
เขากำลังบอกฉันถึงเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขา
นึกออกไหม

1602
01:24:41,248 --> 01:24:42,958
"ซิดนีย์ พัวติเยร์ดำพอหรือยัง

1603
01:24:43,041 --> 01:24:45,586
เขาดีพอหรือยัง
เขาเป็นตัวแทนอย่างที่เราต้องการรึเปล่า"

1604
01:24:45,669 --> 01:24:48,380
และความรู้สึกของเขาลึกๆ ในใจ
ที่มีต่อเรื่องพวกนั้น

1605
01:24:48,463 --> 01:24:50,591
นั่นทำให้เขาเงียบไปพักหนึ่ง

1606
01:24:50,674 --> 01:24:54,928
เขาแค่พยายามจะตัดสินใจให้ดีที่สุด
เลือกหนังไปทีละเรื่อง

1607
01:24:55,012 --> 01:25:00,434
จากการเป็นลูกชายของ
เรจินัลด์และเอเวอลีน พัวติเยร์

1608
01:25:01,059 --> 01:25:05,314
แต่การที่เขาเรียกได้ว่าถูกทำร้ายเพราะเรื่องนั้น

1609
01:25:05,397 --> 01:25:07,065
มันคือการโจมตีลักษณะนิสัยของเรา

1610
01:25:07,149 --> 01:25:09,443
ตัวตนของเรา คุณค่าการใช้ชีวิตของเรา

1611
01:25:09,526 --> 01:25:13,280
คุณค่าในฐานะมนุษย์
และในฐานะของคนดำด้วย

1612
01:25:20,120 --> 01:25:23,498
ตอนที่ผมเริ่มเตรียมตัว
ถ่ายหนังชื่อ The Lost Man

1613
01:25:24,208 --> 01:25:27,294
ไม่มีอะไรในสัญชาตญาณของผม
ทำให้คาดคิดได้เลยว่า

1614
01:25:27,377 --> 01:25:30,005
คู่แท้ในชีวิตของผมกำลังรอจะปรากฏตัว

1615
01:25:30,672 --> 01:25:34,259
ฉันกับพี่สาวได้ดู The Lost Man ครั้งแรก

1616
01:25:34,343 --> 01:25:35,844
ตอนที่พวกเราวัยเข้า 20 กันแล้วค่ะ

1617
01:25:35,928 --> 01:25:37,012
(ซิดนีย์ พัวติเยร์ ฮาร์ทซอง)

1618
01:25:37,095 --> 01:25:40,140
ก่อนหน้านั้นไม่มีใครหามาดูได้เลย
อย่าถามฉันนะว่าทำไม

1619
01:25:40,766 --> 01:25:42,809
คุณแม่เป็นคนแคนาดา

1620
01:25:42,893 --> 01:25:45,187
แต่ตอนนั้นอยู่ที่ปารีสและเล่นหนังฝรั่งเศส

1621
01:25:45,270 --> 01:25:47,189
เขาเลยนึกว่าแม่เป็นนักแสดงฝรั่งเศส

1622
01:25:49,274 --> 01:25:50,275
(ปี 1967)

1623
01:25:50,359 --> 01:25:52,986
ตอนที่ยูนิเวอร์แซลพิคเจอร์ส
เข้าไปติดต่อเธอครั้งแรก

1624
01:25:53,070 --> 01:25:57,533
คำถามแรกของเธอคือ
"นอกจากฉันแล้วมีใครเล่นอีก"

1625
01:25:57,616 --> 01:25:59,743
และตอนที่เธอได้ยินคำว่า "ซิดนีย์ พัวติเยร์"

1626
01:25:59,826 --> 01:26:01,828
เธอก็ตอบว่า "ใครนะ"

1627
01:26:02,496 --> 01:26:04,414
เขาบอกว่า "โห แต่นี่คือซิดนีย์ พัวติเยร์เลยนะ

1628
01:26:04,498 --> 01:26:06,375
เขาเป็นเหมือนนักแสดงที่โด่งดังที่สุด"

1629
01:26:06,458 --> 01:26:07,543
(โจแอนนา ชิมคัส พัวติเยร์)

1630
01:26:07,626 --> 01:26:10,420
ฉันก็ตอบว่า
"ฉันไม่เคยดูหนังที่เขาเล่น"

1631
01:26:10,504 --> 01:26:12,548
ตอนนั้นฉันบังเอิญอยู่ลอนดอน

1632
01:26:12,631 --> 01:26:15,175
มีหนังเรื่องหนึ่งเข้า A Patch of Blue

1633
01:26:15,259 --> 01:26:16,093
(A Patch of Blue ปี 1965)

1634
01:26:16,176 --> 01:26:18,011
ฉันคิดเลยว่า "โห เขาน่ารักนะ น่ารักมาก"

1635
01:26:18,095 --> 01:26:21,640
ตอนนั้นฉันบังเอิญขึ้นปกโว้กที่อเมริกา

1636
01:26:21,723 --> 01:26:24,685
และเล่นหนังเรื่องหนึ่งซึ่งฉายตามโรงหนังอาร์ต

1637
01:26:24,768 --> 01:26:28,605
แล้วฉันก็ไปแอลเอ ได้เจอกับซิดนีย์

1638
01:26:28,689 --> 01:26:31,191
เขาก็ดีต่อฉันมาก

1639
01:26:31,275 --> 01:26:33,694
คือ เรากินมื้อกลางวันกัน แค่นั้นเลย

1640
01:26:33,777 --> 01:26:37,072
ตอนนั้นฉันหมั้นและเตรียมจะแต่งงานกับคนอื่น

1641
01:26:37,155 --> 01:26:38,156
แต่…

1642
01:26:42,202 --> 01:26:43,704
ท่าที่คุณขบริมฝีปาก…

1643
01:26:46,415 --> 01:26:47,958
เราใช้เวลาไม่นานเลย

1644
01:26:48,041 --> 01:26:50,544
เมื่อเราเริ่มถ่ายหนังเรื่องนั้นด้วยกัน

1645
01:26:50,627 --> 01:26:54,339
เราก็เริ่มสงสัยว่า
มีอำนาจอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเรา

1646
01:26:54,423 --> 01:26:55,924
นำพาให้เรามาเจอกันหรือเปล่า

1647
01:26:56,008 --> 01:26:59,511
ครั้งนี้ ผมพร้อมที่จะใช้ชีวิตรัก

1648
01:26:59,595 --> 01:27:02,973
ที่ได้เห็นจากชีวิตสมรสของพ่อกับแม่

1649
01:27:03,056 --> 01:27:04,474
ตอนช่วงต้นของชีวิต

1650
01:27:05,601 --> 01:27:07,269
การคิดว่าพ่อกับแม่เล่นหนังด้วยกัน

1651
01:27:07,352 --> 01:27:09,730
เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ว่า
พ่อกับแม่เจอกันได้ยังไง

1652
01:27:09,813 --> 01:27:13,859
เท่ากับจริงๆ แล้วเรื่องการที่เขามาเจอกันยังไง
เป็นสิ่งที่ฉันจำได้

1653
01:27:14,401 --> 01:27:15,569
พ่อแม่ฉันไม่ได้แต่งงานกัน

1654
01:27:15,652 --> 01:27:17,821
จนกระทั่งฉันกับน้องสาวอายุสองขวบกับสี่ขวบ

1655
01:27:17,905 --> 01:27:21,033
คุณแม่พาเราไปหาหมอเด็ก

1656
01:27:21,116 --> 01:27:22,951
แล้วเขาก็คิดว่าแม่เป็นพี่เลี้ยงเด็ก

1657
01:27:23,035 --> 01:27:26,288
วันนั้นแม่กลับมาแล้วบอกเลยว่า "พอกันที"

1658
01:27:26,371 --> 01:27:27,206
(อานิก้า พัวติเยร์)

1659
01:27:27,289 --> 01:27:29,958
"คุณต้องแต่งงานกับฉัน
และต้องแต่งสัปดาห์นี้เลยด้วย

1660
01:27:30,042 --> 01:27:32,503
จบนะ"
แล้วเขาก็แต่งงานกันสัปดาห์นั้นเลย

1661
01:27:33,253 --> 01:27:34,671
แต่งกันที่บ้านของเรา

1662
01:27:34,755 --> 01:27:36,256
ขณะที่กำลังทำพิธีกันอยู่

1663
01:27:36,340 --> 01:27:40,344
ซิดนีย์น้อยที่อายุสองขวบครึ่ง
ก็เดินขึ้นมากระตุกชายเสื้อโค้ทซิดนีย์

1664
01:27:40,427 --> 01:27:42,471
"พ่อคะ พ่อ ทำอะไรอยู่น่ะ"

1665
01:27:43,013 --> 01:27:46,099
แล้วมีคนบอกว่า
"คุณพ่อกำลังแต่งงานกับคุณแม่จ้ะ หนู"

1666
01:27:46,975 --> 01:27:47,976
แล้วลูกก็ตอบว่า "อ๋อ โอเค"

1667
01:27:48,060 --> 01:27:50,312
แค่นั้นเอง เราแต่งงานกัน

1668
01:27:51,563 --> 01:27:54,483
ตอนยังเด็ก ครอบครัวคนส่วนใหญ่รอบตัวเรา

1669
01:27:54,566 --> 01:27:56,902
หรือเพื่อนฝูงจำนวนมากของเรา
เป็นลูกผสม

1670
01:27:56,985 --> 01:27:58,987
พ่อแม่ฉันมองการณ์ไกล

1671
01:27:59,071 --> 01:28:01,823
และให้พวกเราอยู่ท่ามกลาง
ครอบครัวที่แต่งงานข้ามเชื้อชาติอื่นๆ

1672
01:28:01,907 --> 01:28:05,536
เราก็เลยมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันสนิทสนมมาก

1673
01:28:05,619 --> 01:28:09,331
และเด็กๆ จะได้เล่นด้วยกันหมด
เราจะได้รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติ

1674
01:28:09,414 --> 01:28:11,500
ควินซี่กับเพ็กกี้ คิดาดากับราชิดา

1675
01:28:11,583 --> 01:28:13,836
นั่นเป็นแก๊งที่เราสนิทที่สุด

1676
01:28:13,919 --> 01:28:16,880
นั่นเป็นเหมือน พี่น้องทูนหัว
พ่อแม่ทูนหัว ครอบครัวทูนหัวของเรา

1677
01:28:16,964 --> 01:28:19,925
ฉันว่าพ่อแม่เก่งที่คุ้มครองเรา

1678
01:28:20,008 --> 01:28:22,386
จากมุมมองของโลกกว้าง
เรื่องคู่แต่งงานสองเชื้อชาติ

1679
01:28:23,387 --> 01:28:25,973
คุณพ่อไม่ได้แยกเลี้ยงพวกเราเลย
พวกเขา… พ่อไม่ได้…

1680
01:28:26,056 --> 01:28:28,851
"โอเค ตรงนี้ครอบครัวหนึ่ง
ตรงนี้อีกครอบครัวหนึ่ง"

1681
01:28:28,934 --> 01:28:30,978
เขาทำเป็น "ไม่ นี่คือครอบครัวของพ่อ"

1682
01:28:31,562 --> 01:28:34,940
แล้วเขาก็ดูให้แน่ใจว่า
เราทุกคนเข้าใจว่าเราเป็นครอบครัวเดียวกัน

1683
01:28:35,023 --> 01:28:37,943
ในฐานะพ่อคน
เขาทำได้ค่อนข้างดีเลยนะ

1684
01:28:38,026 --> 01:28:42,364
พวกเรามีกันหกคน แล้วเราทุกคนก็…

1685
01:28:42,447 --> 01:28:43,907
เราทุกคนได้รับการดูแลอย่างดี

1686
01:28:43,991 --> 01:28:47,744
การที่เขาแต่งงานกับ
ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมทั้งสองคนก็ช่วยด้วย

1687
01:28:47,828 --> 01:28:49,788
แล้วทั้งสองคนเป็นคนที่เหมือนกันมาก

1688
01:28:49,872 --> 01:28:51,498
โจแอนนากับคุณแม่ฉันเหมือนกันมาก

1689
01:28:51,582 --> 01:28:53,500
ในแง่ของการเป็นคนใจกว้าง นึกออกไหม

1690
01:28:53,584 --> 01:28:56,879
ใจกว้างและเอาครอบครัวมาก่อน

1691
01:28:56,962 --> 01:28:58,672
คุณย่าบอกพ่อเสมอว่า

1692
01:28:58,755 --> 01:29:01,216
"แกต้องดูแลลูกๆ แกต้องดูแลครอบครัว"

1693
01:29:01,300 --> 01:29:02,342
(เชอร์รี พัวติเยร์)
(ลูกสาว)

1694
01:29:02,426 --> 01:29:03,635
และจนถึงวันนี้

1695
01:29:04,428 --> 01:29:06,263
พ่อก็ทำอย่างนั้นเลยค่ะ

1696
01:29:06,847 --> 01:29:11,185
แล้วเขาก็ปลูกฝังให้เท่าทุกคนทำแบบเดียวกัน

1697
01:29:11,268 --> 01:29:13,187
เพื่อที่เราจะได้ปกป้องกันและกัน

1698
01:29:15,022 --> 01:29:17,858
ในช่วงต้นยุค 1970
มีโอกาสครั้งใหม่เปิดให้กับพัวติเยร์

1699
01:29:17,941 --> 01:29:20,068
ที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาในหลายทาง

1700
01:29:20,152 --> 01:29:22,738
เขารับสายจากแฮร์รี่ เบลาฟอนเต
ซึ่งเขาไม่ได้คุยด้วยมา

1701
01:29:22,821 --> 01:29:26,200
ตั้งแต่เหตุลอบสังหารมาร์ติน ลูเธอร์ คิง
เมื่อปี 1968

1702
01:29:26,283 --> 01:29:27,576
หาฉันเจอได้ยังไง

1703
01:29:28,160 --> 01:29:29,661
ถามม้าแกมาไง

1704
01:29:30,370 --> 01:29:33,582
แฮร์รี่ เบลาฟอนเตโทรหาซิดนีย์
บอกว่า "ฉันมีโปรเจกต์มาเสนอ"

1705
01:29:33,665 --> 01:29:36,585
ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาต้องพูดอะไรมากกว่านั้นไหม

1706
01:29:36,668 --> 01:29:38,587
เหมือนเขามีสัมผัสที่หก และ…

1707
01:29:38,670 --> 01:29:41,465
"ได้ ฮื่อ โอเค ที่ไหน เมื่อไหร่ ฉันจะไป"

1708
01:29:45,344 --> 01:29:46,929
(ปี 1972)

1709
01:29:49,473 --> 01:29:50,641
(กำกับโดย
ซิดนีย์ พัวติเยร์)

1710
01:29:50,724 --> 01:29:53,060
ก่อนอื่น นั่นเป็นงานกำกับชิ้นแรกของซิดนีย์

1711
01:29:53,143 --> 01:29:54,937
ตอนแรกที่เราตั้งใจจะเริ่มถ่าย

1712
01:29:55,020 --> 01:29:56,355
ซิดนีย์ไม่ใช่ผู้กำกับ

1713
01:29:56,438 --> 01:29:58,565
เขาได้รับหน้าที่นั่นมาทีหลัง

1714
01:29:58,649 --> 01:30:00,859
ประมาณหนึ่งสัปดาห์
หลังจากที่เปิดกล้องไปแล้ว

1715
01:30:00,943 --> 01:30:02,653
ผู้กำกับคนแรกไปไหนเสียล่ะ

1716
01:30:09,326 --> 01:30:12,538
เปิดกล้องไปได้หนึ่งสัปดาห์
แฮร์รี่พูดกับผมว่า

1717
01:30:12,621 --> 01:30:15,624
"คือฉันว่าเราต้องหาผู้กำกับใหม่แล้วล่ะ"

1718
01:30:15,707 --> 01:30:17,835
เขาไม่เข้าใจความละเอียดอ่อนของบท

1719
01:30:17,918 --> 01:30:19,169
ความละเอียดอ่อนของบท

1720
01:30:19,920 --> 01:30:25,217
มันเชื่อมสานวัฒนธรรมชาวพื้นเมืองอเมริกัน
เข้ากับวัฒนธรรมแอฟริกันอเมริกัน

1721
01:30:25,968 --> 01:30:28,554
ไม่เคยมีการถ่ายหนังเรื่องไหน

1722
01:30:28,637 --> 01:30:34,184
ที่ผมไม่ได้จับตามองผู้กำกับอย่างใกล้ชิดตลอด

1723
01:30:34,268 --> 01:30:38,856
หลังจากที่ดูเขาทำมาหลายๆ ปีเข้า

1724
01:30:38,939 --> 01:30:42,401
ผมก็เรียนจากสิ่งที่ได้เห็น

1725
01:30:46,446 --> 01:30:51,159
ผมรับช่วงในฐานะผู้กำกับ
และกำกับอยู่หนึ่งสัปดาห์

1726
01:30:51,243 --> 01:30:53,829
ค่ายโคลัมเบียดูงานที่ถ่ายในสัปดาห์นั้น

1727
01:30:54,580 --> 01:30:57,124
แล้วก็ส่งข้อความมาบอกผม

1728
01:30:57,207 --> 01:31:00,127
บอกว่า "เราอยากให้คุณกำกับหนังเรื่องนั้นต่อ

1729
01:31:00,210 --> 01:31:03,088
และนี่… ที่เราเห็นเราก็ว่าโอเคแล้ว"

1730
01:31:03,172 --> 01:31:05,299
- แอ็คชั่น
- ขอพระเจ้าอำนวยพร

1731
01:31:05,382 --> 01:31:07,050
ผมสาธุคุณวิลลิส โอ๊คส์ รูเธอร์ฟอร์ด

1732
01:31:07,134 --> 01:31:09,928
จากนิกายไฮแลนด์โลว์ออร์เดอร์
ออฟเดอะโฮลีเนสเพอร์ซูเอชั่น

1733
01:31:10,012 --> 01:31:11,805
อ้าว แล้วมาจากไหนล่ะ สาธุคุณ

1734
01:31:11,889 --> 01:31:13,724
ซันฟลาวเวอร์เคาน์ตี้ มิสซิสซิปปี

1735
01:31:13,807 --> 01:31:15,684
- คัท!
- ให้ตาย

1736
01:31:15,767 --> 01:31:17,436
ขอบคุณ ดีมาก

1737
01:31:17,519 --> 01:31:19,646
- โอเค เก็บงาน
- เตรียมเลย

1738
01:31:19,730 --> 01:31:20,939
- เริ่มใหม่ตั้งแต่ต้นไหม
- เอา

1739
01:31:21,023 --> 01:31:22,608
โอเค ตั้งแต่ต้น

1740
01:31:24,359 --> 01:31:25,986
(โซล!
กับเอลลิส ไฮซลิป)

1741
01:31:26,069 --> 01:31:28,655
นั่นเป็นฉากหนึ่งจาก
Buck and the Preacher

1742
01:31:28,739 --> 01:31:31,617
ซึ่งพวกคุณจะได้ชมในโรงหนังใกล้บ้านในไม่ช้า

1743
01:31:31,700 --> 01:31:33,368
คุณคิดยังไงกับการกำกับหนัง แฮร์รี่

1744
01:31:33,452 --> 01:31:36,246
เขาทำตัวเป็นดาราไหม
หรือว่าหลงตัวเองแบบดาราใหญ่รึเปล่า

1745
01:31:37,122 --> 01:31:38,790
ขอบคุณมากที่ถามออกมา

1746
01:31:40,250 --> 01:31:43,879
เคมีระหว่างซิดนีย์กับแฮร์รี่ในหนังนั้นดีมาก

1747
01:31:43,962 --> 01:31:46,173
เราดูออกว่าเขาสองคนถูกคอกันมากจริงๆ

1748
01:31:46,256 --> 01:31:47,883
ทั้งคู่มีความอบอุ่นให้แก่กัน

1749
01:31:47,966 --> 01:31:50,844
หากบอกเรื่องนี้
คนจำนวนมากอาจจะประหลาดใจ

1750
01:31:50,928 --> 01:31:53,680
แต่เขาเป็นนักแสดงที่ให้ความร่วมมือดีที่สุด

1751
01:31:53,764 --> 01:31:54,973
เท่าที่ผมเคยได้ทำงานด้วย

1752
01:31:55,557 --> 01:31:59,603
และ ต่อหน้าผู้ชมอาจจะสักสิบล้านคนมั้ง

1753
01:31:59,686 --> 01:32:01,647
ผมอยากพูดว่า ขอบคุณนะ บีเพื่อนยาก

1754
01:32:04,733 --> 01:32:07,152
ในฐานะนักแสดงที่ทรงพลังที่สุด…
นักแสดงผิวดำที่ทรงพลังในฮอลลีวูด

1755
01:32:07,236 --> 01:32:10,072
และหนึ่งในนักแสดงในฮอลลีวูด
ที่ทรงพลังที่สุดในจุดนั้น

1756
01:32:10,155 --> 01:32:11,949
การที่เขาลุกขึ้นมากำกับก็เป็นเรื่องดี

1757
01:32:12,032 --> 01:32:13,825
จากนั้นก็มีเรื่องประเภทหนังที่เขาเลือกทำอีก

1758
01:32:13,909 --> 01:32:16,453
เพราะสุดท้ายหนังเรื่องนั้น
เกี่ยวกับคนดำในแดนคาวบอย

1759
01:32:16,537 --> 01:32:17,538
ซึ่งเป็นประเด็นใหม่

1760
01:32:17,621 --> 01:32:19,915
ซึ่งในตอนนั้นยังไม่เคยมีใครใน
วัฒนธรรมกระแสหลักจับเลยสักคน

1761
01:32:19,998 --> 01:32:21,416
หรือจับก็ในมุมที่ปัดผ่าน

1762
01:32:22,000 --> 01:32:24,962
เราสร้างหนังเพื่อความบันเทิง
แต่ก็มีสารที่ต้องการจะสื่อ

1763
01:32:25,045 --> 01:32:27,339
เราคิดว่าคนดำมีบทบาทสำคัญ

1764
01:32:27,422 --> 01:32:28,966
ในการสร้างดินแดนคาวบอยด้วย

1765
01:32:29,466 --> 01:32:31,593
เราอยากให้ลูกหลานคนดำได้เห็น

1766
01:32:31,677 --> 01:32:34,388
เราลืมสิ่งที่ซิดนีย์ทำในฐานะคนทำหนังไม่ได้นะ

1767
01:32:35,055 --> 01:32:37,599
หนังที่เขาได้มีโอกาส… หนังที่จะ…

1768
01:32:37,683 --> 01:32:39,852
เราจะไม่ได้มีหนังจากมุมมองตรงนั้นเลย

1769
01:32:39,935 --> 01:32:43,313
จะไม่มีคนเล่าเรื่องแบบนั้นในทางนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะซิดนีย์

1770
01:32:43,897 --> 01:32:45,065
"ฉันชื่อบัค"

1771
01:32:47,192 --> 01:32:48,527
ฉันชื่อบัค

1772
01:32:53,532 --> 01:32:56,159
เราจะไม่ได้เห็นเขา
เป็นนักแสดงเด่นเอื้อมไม่ถึง

1773
01:32:56,243 --> 01:32:57,369
อย่างที่เป็นสมัยยุค 1960 อีก

1774
01:32:57,452 --> 01:32:59,830
เขาจะไม่ได้เป็นซูเปอร์สตาร์แบบนั้นอีก

1775
01:32:59,913 --> 01:33:02,291
ในทางกลับกัน
เขาเปลี่ยนมาเล่นบทบาทของผู้นำ

1776
01:33:02,374 --> 01:33:04,376
แห่งสังคมคนดำในฮอลลีวูดช่วงปี 1970

1777
01:33:04,459 --> 01:33:07,087
ในแบบที่ช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้คนอีกมาก

1778
01:33:07,171 --> 01:33:08,380
ที่ก้าวเข้ามาทำงานตามจากเขา

1779
01:33:08,964 --> 01:33:12,050
ถ้าวงการนี้มีโอกาสให้คนอย่างเท่าเทียมกัน

1780
01:33:12,134 --> 01:33:15,888
จะต้องมีซิดนีย์ พัวติเยร์ 15 คน
และเบลาฟอนเตอีกสิบหรือ 12 คน แต่ไม่มี

1781
01:33:15,971 --> 01:33:18,348
หรือไม่งั้นก็ในทางกลับกัน
มีเบลาฟอนเต 15 คนและสิบ…

1782
01:33:18,432 --> 01:33:19,433
ระวังๆ

1783
01:33:23,437 --> 01:33:24,438
(ห้องสเตทสวีท)

1784
01:33:24,521 --> 01:33:27,232
ตอนปี 1969
เรากลายเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกัน

1785
01:33:27,316 --> 01:33:28,734
พร้อมกับพอล นิวแมนด้วย

1786
01:33:28,817 --> 01:33:31,278
เราตั้งบริษัทที่ชื่อว่าเฟิร์สอาร์ททิสต์

1787
01:33:31,987 --> 01:33:37,367
ซึ่งตอนนั้นก็ถือว่าใหม่มากเพราะ
ศิลปินจะมีสิทธิ์ในการควบคุมงานสร้างสรรค์

1788
01:33:37,451 --> 01:33:39,995
ได้สิทธิ์ในงานสร้างสรรค์เต็มรูปแบบ
ในหนังทุกเรื่องที่เราสร้าง

1789
01:33:40,078 --> 01:33:42,372
เราไม่ได้ค่าจ้างล่วงหน้า

1790
01:33:42,456 --> 01:33:46,126
และจะได้เงิน
ต่อเมื่อหนังเรื่องนั้นประสบความสำเร็จ

1791
01:33:46,210 --> 01:33:47,503
ฉันไม่ได้สนใจเรื่องค่าจ้าง

1792
01:33:47,586 --> 01:33:50,631
ฉันแค่อยากได้สิทธิ์ในงานสร้างสรรค์นั้น

1793
01:33:50,714 --> 01:33:53,800
ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่เป็นผู้หญิงคนเดียว

1794
01:33:54,426 --> 01:33:57,971
แล้วก็ภูมิใจมากที่ได้ร่วมงานกับซิดนีย์

1795
01:33:58,055 --> 01:34:01,099
นั่นเป็นก้าวที่ต้องกล้าบ้าบิ่นมาก
ถึงจะเปิดบริษัทโปรดักชั่น

1796
01:34:01,183 --> 01:34:02,935
ทั้งที่เป็นคนดำอยู่ในฮอลลีวูด

1797
01:34:04,269 --> 01:34:06,480
ฉันว่าความรู้สึกคนส่วนใหญ่ตอนนั้นคือ

1798
01:34:07,272 --> 01:34:09,441
เขาควรจะพอใจกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว

1799
01:34:09,525 --> 01:34:12,486
"คุณก็ได้บทเยอะ คุณอยู่ได้สบาย

1800
01:34:12,569 --> 01:34:16,240
คุณไม่จำเป็นต้องเอาตัวเองมา
อยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจตัดสินใจอะไร

1801
01:34:16,323 --> 01:34:18,951
จนกระทั่งตอนนี้ต้องมาสร้างสรรค์งาน"

1802
01:34:19,034 --> 01:34:23,705
แต่นั่นก็เป็นก้าวที่คิดล่วงหน้าจากคนอื่น
เพื่อที่จะส่งสารบอกทุกคน

1803
01:34:24,540 --> 01:34:26,458
สิ่งที่ตอนนั้นเราทุกคนต้องการจริงๆ

1804
01:34:26,542 --> 01:34:31,338
คืออยากทำหนังที่เราเลือกเองได้

1805
01:34:31,421 --> 01:34:34,132
ได้ทำหนังเอง เลือกเรื่องที่จะมาเป็นหนังเอง

1806
01:34:34,216 --> 01:34:35,592
ผมได้ทำเรื่อง Uptown Saturday Night

1807
01:34:35,676 --> 01:34:37,636
Let's Do It Again
และ A Piece of the Action

1808
01:34:37,719 --> 01:34:39,471
ทั้งหมดนั่นเป็นหนังที่ยอดเยี่ยม

1809
01:34:39,555 --> 01:34:41,557
ฉันว่ามันโคตรเจ๋งที่สุดเลย

1810
01:34:42,224 --> 01:34:43,934
เคนะ ฉันว่ามันโคตรเจ๋งที่สุด

1811
01:34:44,017 --> 01:34:45,269
ตอนที่พ่อกลายมาเป็นผู้กำกับ

1812
01:34:45,352 --> 01:34:47,688
เขาเข้าใจวงการนี้ดี

1813
01:34:47,771 --> 01:34:50,816
และรู้ว่ามีอะไรที่จำเป็นต้องทำ
และอะไรที่พอจะทำได้

1814
01:34:50,899 --> 01:34:55,362
พ่อรู้ดีเลยว่า ณ จุดหนึ่งไม่มีคนดำสักคน

1815
01:34:55,445 --> 01:34:59,032
แล้วจู่ๆ ก็มีชาวแอฟริกันอเมริกันอยู่ในกอง

1816
01:34:59,116 --> 01:35:01,451
คือมันเหมือนกันไปทุกแห่ง

1817
01:35:02,035 --> 01:35:04,788
แล้วเขาก็ถือเป็นหน้าที่เขาที่ต้องแก้

1818
01:35:04,872 --> 01:35:06,123
เราควรจะเน้นเรื่องที่

1819
01:35:06,206 --> 01:35:09,334
คุณทำให้คนดำได้มาทำงานเบื้องหลังเพิ่มมากขึ้น

1820
01:35:09,418 --> 01:35:12,588
เราไม่ได้แค่ได้นักแสดงผิวดำที่เก่งกาจ…

1821
01:35:13,088 --> 01:35:15,674
ใช่ครับ เราจ้างคนดำ 1,300 คน

1822
01:35:15,757 --> 01:35:17,968
ทำงานอยู่ในหนังเรื่องนี้

1823
01:35:18,051 --> 01:35:20,721
มาเป็นตัวประกอบฉาก
เป็นช่างเทคนิคอะไรทุกอย่าง

1824
01:35:20,804 --> 01:35:23,473
ในนั้น 1,276 คนเป็นญาติผม

1825
01:35:23,974 --> 01:35:24,975
โชคดีนะ

1826
01:35:25,058 --> 01:35:26,852
ก็ซิดนีย์เขาให้ความสำคัญเรื่องเชื้อชาติ

1827
01:35:26,935 --> 01:35:30,272
เพราะงั้นเขาจะมากำกับหนังได้ยังไง

1828
01:35:30,981 --> 01:35:33,192
ถ้าทุกคนหน้ากล้องเป็นคนดำ

1829
01:35:33,275 --> 01:35:35,569
แต่ทีมเบื้องหลังผิวขาวหมด
เขาไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก

1830
01:35:35,652 --> 01:35:38,697
ไม่ต้องถามด้วยซ้ำ ซิดนีย์ไม่ทำแน่

1831
01:35:38,780 --> 01:35:42,576
ซิดนีย์จะหาทางจนได้
เพื่อให้คนดำมีตำแหน่งงาน

1832
01:35:42,659 --> 01:35:45,871
ทำให้พวกเขามีอาชีพเบื้องหลังในวงการหนัง

1833
01:35:46,455 --> 01:35:48,332
เพราะอาชีพเบื้องหลังจริงๆ แล้วยืนยาวกว่า

1834
01:35:48,415 --> 01:35:49,708
การอยู่หน้ากล้องอีกนะ

1835
01:35:49,791 --> 01:35:52,294
สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ
พัวติเยร์ในฐานะนักแสดงในยุคนี้

1836
01:35:52,377 --> 01:35:54,463
คือเหมือนเขาเริ่มส่งไม้ต่อละ

1837
01:35:54,546 --> 01:35:56,965
เขาไม่จำเป็นจะต้องเป็นพระเอกเด่นสุดเสมอ

1838
01:35:57,049 --> 01:35:58,675
ผมตั้งตารอการได้ทำงานในฐานะผู้กำกับ

1839
01:35:58,759 --> 01:36:00,719
ตั้งตารอที่จะได้ตัดสินใจในเรื่องนั้น

1840
01:36:00,802 --> 01:36:03,514
ตั้งตารอที่จะได้อ่านสคริปต์
และได้ทำงานกับนักแสดงท่านอื่นๆ

1841
01:36:03,597 --> 01:36:04,723
และสร้างบรรยากาศในการทำงาน

1842
01:36:04,806 --> 01:36:06,266
ผมตั้งตารอที่จะได้วาดภาพยนตร์

1843
01:36:07,017 --> 01:36:09,770
ผมไม่ได้มีวิสัยทัศน์แบบนั้นในฐานะนักแสดง

1844
01:36:09,853 --> 01:36:11,897
ผมคิดว่าผมได้ทำทุกอย่างเท่าที่สามารถทำได้แล้ว

1845
01:36:11,980 --> 01:36:12,981
ในฐานะนักแสดง

1846
01:36:16,318 --> 01:36:18,403
ที่ถนนสายสามในนิวยอร์กซิตี้

1847
01:36:18,487 --> 01:36:19,613
คืนหนึ่งผมเดินเข้าไป

1848
01:36:19,696 --> 01:36:22,824
มีหนังฉายอยู่
หนังชื่อ Let's Do It Again

1849
01:36:23,408 --> 01:36:25,577
ผมเดินเข้าไป ยืนดูด้านหลังโรง

1850
01:36:25,661 --> 01:36:29,581
คนเต็มโรงเลยนะ
ผมจึงยืนดูปฏิกิริยาของคนจากด้านหลัง

1851
01:36:30,165 --> 01:36:31,792
มีผู้หญิงดำคนหนึ่ง

1852
01:36:31,875 --> 01:36:35,546
นั่งดูหนังแล้วหัวร่องอหายเลย

1853
01:36:35,629 --> 01:36:36,630
(Let's Do It Again ปี 1975)

1854
01:36:36,713 --> 01:36:40,717
พวกเขายินดีปรีดากับการได้เห็นตัวละครเหล่านี้

1855
01:36:40,801 --> 01:36:44,179
เพราะเราสร้างภาพตัวละคร
ที่พวกเขาเปิดใจรับได้

1856
01:36:44,263 --> 01:36:46,348
เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาแบบนั้น

1857
01:36:46,431 --> 01:36:49,643
ผมจึงตัดสินใจว่าอยากหาบทในแบบเดียวกัน

1858
01:36:50,310 --> 01:36:53,772
หนังตลกที่ผมทำ
เราพยายามออกแบบมา

1859
01:36:53,856 --> 01:36:56,817
ให้คนที่นั่งดูอยู่ในโรง

1860
01:36:56,900 --> 01:36:59,778
สามารถเห็นตัวเองในหนังได้

1861
01:37:00,737 --> 01:37:02,197
ในแบบที่รู้สึกว่าทุกคนเปิดใจรับ

1862
01:37:02,281 --> 01:37:05,534
ตอนนี้ซิดนีย์ พัวติเยร์กลายเป็นผู้กำกับหนังตลก

1863
01:37:06,368 --> 01:37:08,912
พูดถึงการหักมุมที่ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ

1864
01:37:09,413 --> 01:37:13,333
เขากลายเป็นผู้กำกับหนังตลกคนสำคัญ
แล้วเขาก็ทำหนัง

1865
01:37:13,834 --> 01:37:19,798
กับดาราตลกผิวดำซึ่งมีเสน่ห์หาตัวจับยากสุด

1866
01:37:19,882 --> 01:37:24,052
ผมขอตัดสินให้จำคุก 125 ปี

1867
01:37:24,136 --> 01:37:26,096
ในการดูแลของอธิบดี

1868
01:37:26,180 --> 01:37:28,515
- กรมราชทัณฑ์
- ไงนะ อะไร…

1869
01:37:28,599 --> 01:37:31,894
เมื่อเราดู เอาหนังที่พัวติเยร์เป็นผู้กำกับมาดู

1870
01:37:31,977 --> 01:37:34,062
เขาไม่ได้มีสไตล์กำกับภาพที่ยอดเยี่ยมอะไร

1871
01:37:34,146 --> 01:37:36,440
แต่สิ่งที่โดดเด่นคือเขาเป็นผู้กำกับการแสดงที่เก่ง

1872
01:37:36,523 --> 01:37:37,691
(กำกับโดย
ซิดนีย์ พัวติเยร์)

1873
01:37:37,774 --> 01:37:41,820
และสามารถเว้นที่ว่างให้
จีน ไวล์เดอร์เล่นได้ตลกสุดใจ

1874
01:37:41,904 --> 01:37:43,280
ให้ริชาร์ด ไพรเยอร์ได้ตลกสุดใจ

1875
01:37:43,363 --> 01:37:44,364
เราไม่ได้… ผมไม่ได้…

1876
01:37:44,448 --> 01:37:46,700
- ทนายบอกให้เรามา…
- ผมรู้ว่าผมไม่ได้ทำ

1877
01:37:46,783 --> 01:37:48,994
- ผม…
- เขาล้อเล่นครับ

1878
01:37:49,077 --> 01:37:50,996
- ผมบอกเขา…
- เขาหมายถึง เราไม่ได้ทำ

1879
01:37:51,079 --> 01:37:53,624
- เราไม่ได้ทำ
- ตัดสินถูกคดีรึเปล่าเนี่ย

1880
01:37:54,208 --> 01:37:55,334
เราไม่มีทางเดาได้ว่า

1881
01:37:55,417 --> 01:37:57,753
เขาจะประสบความสำเร็จสูงสุด
ในฐานะผู้กำกับจากหนังตลก

1882
01:37:57,836 --> 01:38:01,131
ชายซึ่งเป็นผู้เบิกทาง
ให้เราได้มีเดนเซลหรือเวสลีย์

1883
01:38:01,215 --> 01:38:03,717
เขาคือคนที่เบิกทางให้เรา
ได้มีโรเบิร์ต ทาวน์เซนด์ด้วย

1884
01:38:03,800 --> 01:38:05,302
และคีแนน ไอวอรี เวย์นส์

1885
01:38:06,094 --> 01:38:09,056
เพราะเขาเป็นผู้กำกับหนังตลกคนดัง
คนแรกของฮอลลีวูด

1886
01:38:09,139 --> 01:38:11,934
(Stir Crazy ได้รายได้ทั้งหมด 100 ล้าน)

1887
01:38:19,399 --> 01:38:21,944
- หวัดดีพ่อหน่อย
- หวัดดีค่ะ พ่อ

1888
01:38:22,528 --> 01:38:24,071
อยู่นิ่งๆ อานิก้า

1889
01:38:25,280 --> 01:38:26,907
เห็นนะ ซิดนีย์

1890
01:38:29,076 --> 01:38:30,452
- เห็นอะไรมั่ง
- เห็นพ่อ

1891
01:38:31,578 --> 01:38:33,747
อ้อ ก็นี่แหละตัวเงินตัวทอง

1892
01:38:34,623 --> 01:38:35,999
อยู่ในกองเขาก็พูดกันอย่างนั้น

1893
01:38:36,083 --> 01:38:39,211
ยิ้มหน่อย โอเค

1894
01:38:39,795 --> 01:38:40,796
ซิดนีย์ พี.

1895
01:38:41,922 --> 01:38:44,091
เรื่องหนึ่งที่ฉันชื่นชมพ่อจริงๆ

1896
01:38:44,174 --> 01:38:45,884
คือว่า หลายครั้ง

1897
01:38:45,968 --> 01:38:49,388
ตอนที่งานนักแสดงจะเริ่มลดน้อยถอยลง

1898
01:38:49,471 --> 01:38:53,183
คนจะกระเสือกกระสนและ
คว้าบทอะไรก็ตามที่มีคนส่งมาให้

1899
01:38:53,267 --> 01:38:56,186
เพราะยังอยากอยู่ในความรับรู้ของสังคม

1900
01:38:56,270 --> 01:38:58,522
และอยากทำงานในฐานะนักแสดงต่อไป

1901
01:38:58,605 --> 01:39:01,066
แต่พ่อฉันไม่มีความรู้สึกแบบนั้นเลย

1902
01:39:02,150 --> 01:39:03,819
ผมเลือกเดินออกมาเอง

1903
01:39:03,902 --> 01:39:08,740
คือในชีวิตของเรา
เราไม่ควรใช้เวลาจังหวะสุดท้าย

1904
01:39:08,824 --> 01:39:10,576
ถึงจะยอมรับความจริงว่า

1905
01:39:10,659 --> 01:39:13,287
เราอาจเผลอใช้เวลามาทั้งชีวิต

1906
01:39:13,954 --> 01:39:16,123
ในเส้นทางแคบๆ

1907
01:39:16,707 --> 01:39:20,210
อาชีพการแสดงของผมก็ยอดเยี่ยม
เป็นเวลานานหลายปี

1908
01:39:20,961 --> 01:39:25,674
ไม่ได้แปลว่ามันจะดำเนินต่อไป
ในอัตราความเร็วอย่างที่เคย

1909
01:39:26,633 --> 01:39:29,803
แต่ถ้าไม่หยุดแสดง
นั่นจะทำให้ผมพลาดโอกาส

1910
01:39:29,887 --> 01:39:32,639
ที่จะได้เป็นบุคคลที่สมบูรณ์ขึ้น นึกออกไหม

1911
01:39:32,723 --> 01:39:35,434
บางทีความสำเร็จก็เข้ามาหุ้มแล้วกันตัวเราไว้

1912
01:39:36,935 --> 01:39:38,103
ผมไม่อยากทำอย่างนั้น

1913
01:39:38,187 --> 01:39:40,647
ผมอยากรู้ว่า
การได้กำกับหนังสักเรื่องเป็นอย่างไร

1914
01:39:40,731 --> 01:39:42,733
หรือกำกับหนังสักห้าหกเรื่องเป็นอย่างไร

1915
01:39:42,816 --> 01:39:45,068
ผมอยากรู้ว่าจะเป็นอย่างไร
หากเราอำนวยการสร้างหนังเอง

1916
01:39:45,152 --> 01:39:46,445
แล้วผมก็สร้างหนังมาหลายเรื่อง

1917
01:39:46,528 --> 01:39:48,488
ผมเกิดมาพร้อมกับความอยากรู้อยากเห็น

1918
01:39:48,572 --> 01:39:50,616
นั่นทำให้ผมเดือดร้อนไม่น้อย
สมัยที่ผมยังเด็ก

1919
01:39:50,699 --> 01:39:52,534
แต่มันช่วยให้ผมยืนหยัดได้อย่างมั่นคง

1920
01:39:52,618 --> 01:39:53,869
ตอนที่ผมโตแล้ว

1921
01:39:56,246 --> 01:39:58,081
ผมยังหวังว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้น

1922
01:39:58,165 --> 01:39:59,583
จะคงอยู่กับผมไปจนกว่าจะตาย

1923
01:40:00,751 --> 01:40:04,129
ผู้รับรางวัลเอเอฟไอ
ความสำเร็จตลอดชีพปี 1992

1924
01:40:04,213 --> 01:40:05,589
ซิดนีย์ พัวติเยร์

1925
01:40:06,632 --> 01:40:10,802
(รางวัลความสำเร็จเอเอฟไอ
ปี 1992)

1926
01:40:14,932 --> 01:40:17,976
ผมคิดเสมอว่าซิดนีย์เป็นเหมือน
ประภาคารหลังเบ้อเร่อ

1927
01:40:18,936 --> 01:40:22,231
ตั้งอยู่บนแหลมที่ไหนสักแห่งมืดๆ

1928
01:40:22,898 --> 01:40:23,899
แต่สว่างจ้าเลย

1929
01:40:24,608 --> 01:40:29,321
ผมเคยบอกเขาว่า
ตลอดช่วงวัยที่ผมเพิ่งเริ่มเรียนรู้

1930
01:40:30,781 --> 01:40:34,451
ผมเพ่งจุดสนใจไปที่แสงซึ่งเขาส่งมาถึงผม

1931
01:40:36,161 --> 01:40:40,457
ไม่เคยมีแสงอื่นที่ไหนเจิดจ้าได้ถึงขนาดนั้น

1932
01:40:40,541 --> 01:40:41,917
หรือมั่นคงได้ขนาดนั้น

1933
01:40:43,043 --> 01:40:46,505
หรือมีแสงไหนที่ผมศรัทธามากกว่าแสงนั้น

1934
01:40:47,130 --> 01:40:52,052
เมื่อ 48 ปีก่อน หน้าหนาวปี 1945

1935
01:40:52,719 --> 01:40:56,181
ซิดนีย์ พัวติเยร์เดินเข้าไป
ในโรงหนังเล็กๆ ย่านฮาร์เลม

1936
01:40:56,265 --> 01:40:59,309
นั่นคืออเมริกันนิโกรเธียเตอร์

1937
01:41:02,813 --> 01:41:05,524
ซิดนีย์ทำลายแม่พิมพ์เดิมในเกือบทุกทาง

1938
01:41:05,607 --> 01:41:08,735
ซิดนีย์แสดงให้สุดฝีมือทุกครั้ง
เพื่อเราทุกคนจะได้แสดงสุดฝีมือ

1939
01:41:09,653 --> 01:41:11,780
ผมว่าเขาเป็นคนดีมากจริงๆ

1940
01:41:11,864 --> 01:41:15,075
เขาเป็นตัวอย่างที่ดีว่าความเป็นชาย
ควรดูเป็นอย่างไรและให้ความรู้สึกยังไง

1941
01:41:15,158 --> 01:41:16,743
ตลอดช่วงอาชีพเขา เขาทำอะไรเยอะมาก

1942
01:41:16,827 --> 01:41:18,245
เขาผ่านอะไรมาเยอะมาก

1943
01:41:18,328 --> 01:41:19,705
กว่าจะมาถึงจุดที่เขาสามารถพูดได้ว่า…

1944
01:41:19,788 --> 01:41:21,790
(เครื่องราชอิสริยาภรณ์อาณาจักรบริเตน
อัศวินกิตติมศักดิ์ ปี 1974)

1945
01:41:21,874 --> 01:41:24,209
"อ้อ ฉันทำมาหมด
ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้แล้ว

1946
01:41:24,293 --> 01:41:26,837
ตอนนี้ฉันอยากจะมองกลับไป
แล้วบอกตัวเองได้ว่า

1947
01:41:26,920 --> 01:41:28,672
"ฉันทำเรื่องที่ถูกต้อง
จากจุดยืนทางจริยธรรม"

1948
01:41:28,755 --> 01:41:30,090
(อุปทูตกิตติมศักดิ์แห่งบาฮามาส
ราชอาณาจักรญี่ปุ่น ปี 1997)

1949
01:41:30,174 --> 01:41:31,717
แล้วเขาก็ทำถูกจริงๆ

1950
01:41:31,800 --> 01:41:34,261
เราเป็นเพื่อนกันมายาวนานหลายปีมาก

1951
01:41:34,344 --> 01:41:37,055
ผมร่วมชีวิตกับซิดนีย์มา
มากกว่าที่เคยอยู่กับชายคนไหน

1952
01:41:37,639 --> 01:41:40,100
และผมภูมิใจมากกับความสำเร็จของเขา

1953
01:41:40,184 --> 01:41:42,644
ทั้งในฐานะของศิลปิน
และฐานะของประชาชน

1954
01:41:43,395 --> 01:41:47,316
และฉันถือว่าตัวเองโชคดีมาก
ที่มีแกเป็นเพื่อน

1955
01:41:47,399 --> 01:41:48,609
ฉันรักแกนะ

1956
01:41:54,948 --> 01:41:58,660
รางวัลออสการ์เป็นของ
เดนเซล วอชิงตัน

1957
01:42:00,120 --> 01:42:01,580
(อะคาเดมีอะวอร์ด ปี 2002)

1958
01:42:02,414 --> 01:42:05,584
รางวัลออสการ์เป็นของ
ฮัลลี แบร์รี จาก Monster's Ball

1959
01:42:05,667 --> 01:42:07,586
โอ๊ยคุณพระๆ

1960
01:42:07,669 --> 01:42:09,588
สำหรับฉัน คืนนั้นเป็นคืนสำคัญมาก

1961
01:42:09,671 --> 01:42:11,006
มันเหมือนหมุดหมายในชีวิต

1962
01:42:11,089 --> 01:42:13,217
ไม่ใช่แค่เพราะฉันได้รางวัล
แต่เพราะเดนเซลได้ด้วย

1963
01:42:13,300 --> 01:42:15,344
และซิดนีย์ได้รางวัลออสการ์กิตติมศักดิ์ด้วย

1964
01:42:15,427 --> 01:42:18,597
ฉันรู้ว่าจังหวะนั้น
จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนเยอะมาก

1965
01:42:18,680 --> 01:42:20,557
จากก้นบึ้งของหัวใจ ผมขอบคุณทุกคน

1966
01:42:20,641 --> 01:42:21,850
(เดนเซล วอชิงตัน)
(Training Day)

1967
01:42:21,934 --> 01:42:24,436
ผมไล่ตามซิดนีย์มา 40 ปี
ในที่สุดเขาก็ให้รางวัลผม

1968
01:42:24,520 --> 01:42:26,396
แต่แล้วเขาทำไง
เขาก็ให้ซิดนีย์ในคืนเดียวกันด้วย

1969
01:42:28,649 --> 01:42:30,108
ผมจำได้ว่าเขายืนขึ้น

1970
01:42:31,026 --> 01:42:33,237
และเราแสดงความยินดีกันจากที่ห่างๆ

1971
01:42:33,320 --> 01:42:36,281
จะเรียกว่าส่งไม้ต่อก็คงได้มั้ง

1972
01:42:36,365 --> 01:42:38,784
ผมจะเดินตามรอยเท้าคุณตลอดไป

1973
01:42:38,867 --> 01:42:41,328
ไม่มีอะไรที่อยากทำมากกว่านี้ครับ

1974
01:42:41,411 --> 01:42:43,956
เป็นสิ่งที่ผมอยากทำที่สุดในชีวิตครับ
ขอพระเจ้าคุ้มครอง

1975
01:42:44,540 --> 01:42:48,752
ไม่มีใครเหมือนเขา และคงไม่มีทางเกิดได้อีก

1976
01:42:49,920 --> 01:42:53,006
มีคนบอกว่า
ซิดนีย์ พัวติเยร์ไม่ได้สร้างหนัง

1977
01:42:53,090 --> 01:42:54,550
(เหรียญอิสรภาพจากประธานาธิบดี ปี 2009)

1978
01:42:54,633 --> 01:42:56,969
เขาสร้างหมุดหมาย
หมุดหมายแห่งพัฒนาการของประเทศอเมริกา

1979
01:42:57,052 --> 01:42:59,471
ครั้งหนึ่งพัวติเยร์เคยเรียกมันว่า
จุดหมายที่ขับเคลื่อนชีวิตของเขา

1980
01:42:59,555 --> 01:43:01,306
คือการทำให้ตัวเองเป็นคนที่ดียิ่งขึ้น

1981
01:43:02,015 --> 01:43:05,769
เขาได้ทำแล้วและระหว่างทางนั้น
เขาได้ทำให้เราทุกคนเป็นคนดีขึ้นด้วย

1982
01:43:11,692 --> 01:43:15,279
เขาเป็นหนึ่งในคนที่มาเกิดในโลกนี้

1983
01:43:16,780 --> 01:43:20,659
เพื่อจะขยับโลก เปลี่ยนโลก เขย่าโลก

1984
01:43:21,243 --> 01:43:24,371
มาเพื่อมอบสิ่งที่คนจำเป็นต้องได้ให้โลก

1985
01:43:24,872 --> 01:43:29,710
เพื่อคนจะได้เดินหน้า
และสร้างความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของเขาเอง

1986
01:43:29,793 --> 01:43:33,964
ซิดนีย์ พัวติเยร์เป็นแรงที่ทรงพลังมหาศาล

1987
01:43:34,464 --> 01:43:37,843
และเรื่องที่ยอดเยี่ยมของพลังก็คือ

1988
01:43:37,926 --> 01:43:40,596
ดังที่คุณปู่ของผมสอนไว้ว่า
เราฆ่าพลังงานไม่ได้

1989
01:43:40,679 --> 01:43:41,680
(เนลสัน แมนดาลา)

1990
01:43:41,763 --> 01:43:43,974
พลังงานไม่มีวันหยุด

1991
01:43:44,057 --> 01:43:48,061
ทุกอย่างที่ซิดนีย์สร้างสรรค์ไว้
จะยังคงอยู่ตรงนี้

1992
01:43:48,145 --> 01:43:51,023
และจะเติบโตต่อยอดออกไปเรื่อยๆ

1993
01:43:51,607 --> 01:43:55,235
และ… ช่างเป็นชีวิตที่งดงามเหลือเกิน

1994
01:43:56,778 --> 01:43:59,156
ยินดีด้วยนะ โอปราห์
จากใจเราทุกคน

1995
01:43:59,239 --> 01:44:01,450
สำหรับช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

1996
01:44:02,117 --> 01:44:05,537
และสำหรับแสงสว่าง
ที่คุณส่องจ้าอย่างอ่อนโยน

1997
01:44:05,621 --> 01:44:08,582
ให้คนที่ต้องการแสงนั้นมากที่สุด

1998
01:44:11,835 --> 01:44:13,795
ฉันก็เป็นส่วนสำคัญ
ของสิ่งที่เขาฝากให้โลกไว้

1999
01:44:13,879 --> 01:44:16,757
พร้อมกับทุกชีวิตอื่นๆ
ที่เขาสร้างความประทับใจให้

2000
01:44:16,840 --> 01:44:22,137
ทุกคนที่สัมผัสได้ว่า
มีความรู้สึกประทับใจหรือเปิดใจ

2001
01:44:22,221 --> 01:44:25,349
เมื่อได้ดูเขาในเรื่อง To Sir, with Love

2002
01:44:25,432 --> 01:44:28,393
หรือได้ดูเขาในเรื่อง
Guess Who's Coming to Dinner

2003
01:44:28,477 --> 01:44:32,022
หรือเห็นจังหวะที่เขากระโดดลงจากรถไฟ

2004
01:44:32,606 --> 01:44:35,734
ลงไปยืนหยัดกับโทนี่ เคอร์ทิสต่อ

2005
01:44:35,817 --> 01:44:36,818
พร้อมกับคิดว่า

2006
01:44:38,195 --> 01:44:39,655
"คนดำทำแบบนั้นกันด้วยเหรอ"

2007
01:44:42,616 --> 01:44:44,243
นั่นแหละค่ะ การสรุปความเป็นตัวเขา

2008
01:44:45,077 --> 01:44:47,079
คือทุกชีวิตที่ได้สัมผัสกับเขา

2009
01:44:47,829 --> 01:44:49,122
ฉันพูดได้แค่นั้น

2010
01:44:54,086 --> 01:44:57,965
ฉันรักเขาเหลือเกิน
ฉันแค่รักเขามากเหลือเกิน

2011
01:44:58,465 --> 01:44:59,800
เป็นเรื่องจริงนะ

2012
01:44:59,883 --> 01:45:02,219
ถ้าไม่มีเขา ชีวิตฉันจะไม่ใช่แบบนี้

2013
01:45:03,595 --> 01:45:05,055
ผมเดินทางมาไกลมาก

2014
01:45:05,138 --> 01:45:07,808
ผมเดินทางมาไกลมากๆ จริงๆ

2015
01:45:07,891 --> 01:45:09,476
แล้วผมก็ภาคภูมิใจกับเส้นทางนี้

2016
01:45:10,060 --> 01:45:13,647
ผมยังอยู่ตรงนี้ เพื่อจะเป็น…

2017
01:45:15,190 --> 01:45:18,861
สามีที่ดีที่สุด คุณตาที่ดีที่สุด

2018
01:45:18,944 --> 01:45:21,780
พ่อที่ดีที่สุด คุณทวดที่ดีที่สุด

2019
01:45:21,864 --> 01:45:27,035
ผมพยายามส่งทุกอย่าง
ที่คนจะถือว่าดีในตัวของผม

2020
01:45:27,619 --> 01:45:30,414
ผมพยายาม พยายามจริงๆ

2021
01:45:30,497 --> 01:45:34,543
ที่จะเป็นคนที่ดีกว่าเก่าในวันพรุ่งนี้

2022
01:45:35,335 --> 01:45:36,753
ให้ดีกว่าวันนี้

2023
01:45:36,837 --> 01:45:38,255
เป็นมนุษย์ที่ดีกว่าเดิม

2024
01:45:38,755 --> 01:45:42,134
ไม่ใช่นักแสดงที่ดีกว่าเดิม
แต่แค่เป็นมนุษย์ที่ดีกว่าเดิม

2025
01:45:42,217 --> 01:45:47,222
และเมื่อผมจากไป
ผมจะไม่ต้องกลัวที่ได้ใช้ชีวิตเต็มที่แล้ว

2026
01:45:56,231 --> 01:46:01,862
(ซิดนีย์ พัวติเยร์)
(1927 - 2022)

2027
01:51:27,855 --> 01:51:29,857
คำบรรยายโดย ปัทมวรรณ บูรณมาตร์



